Destiny or Coincidence (Thai)

Strangers passing each other at intersections of space-time continuum…

Some call it “chance”, others, “destiny”.

ผู้คนแปลกหน้า สวนกัน ณ ห้วงหนึ่งของเวลา…บางคนเรียกมันว่า “โชคชะตา” บ้างก็ว่า “ความบังเอิญ”



มันแปลกดีนะ เคยเป็นมั้ย เวลาเรานึกอะไร เห็นหรือรู้คำหรือเรื่องใหม่ๆ ที่ไม่รู้จัก หรือคุยกับใครเรื่องใดเรื่องนึง แล้วจู่ๆ ก็มีอันคอยจะให้เห็นเรื่องๆ นั้น หรือคำๆ นั้นขึ้นมาบ่อยๆ ทีเดียว สองสามวันนี้คุยเรื่อง “หน้าคน” ก็พาให้เห็นอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับหน้าไปหมด

หาอะไรอ่านไปมาเลยพบว่าปรากฏการณ์แบบนี้มีชื่อเรียกด้วยนะ เออ (ไม่น่าเชื่อ และดีใจสุดๆ ที่ได้อ่าน เพราะตัวเองเป็นบ่อยมากกก)

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “The Baader-Meinhof Phenomenon” หรือ “ปรากฏการณ์บาเดอร์-ไมน์ฮอฟ” ตามเวปไซท์นี้ http://www.damninteresting.com/the-baader-meinhof-phenomenon เค้าบอกว่าสมองของคนเราชอบอะไรที่เป็นแพทเทิร์น และมักจะสามารถจับแพทเทิร์นที่น่าสนใจของสิ่งเร้าที่ผ่านเข้ามาในการรับรู้ของเรา และลืมแพทเทิร์นที่ไม่น่าสนใจ (เรียกว่า Selective Attention) ตัวอย่างเหมือนที่เล่าข้างบน หรืออีกอย่างนึงคือ เวลาที่เรานึกถึงใครอยู่แล้วเค้าก็โผล่ หรือโทรฯมาน่ะ

ปรากฏการณ์นี้จะคล้ายๆ กับทฤษฎีเรื่องความบังเิอิญที่ไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน หรือ ซิงโครนิซิตี้ (Synchronicity) ของ คาร์ล จุง (นักจิตวิทยาชื่อก้องโลกชาวสวิส) โดยพยายามอธิบายความเกี่ยวเนื่องของเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นว่านอกจากจะรวมกลุ่มเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความเป็นเหตุเป็นผล (causality) ต่อกันและกันแล้ว ก็ยังสามารถจัดกลุ่มเหตุการณ์เหล่านั้นได้ด้วยความหมายของเหตุการณ์ด้วย (คือหลัก synchronicity นั่นเอง) – ทฤษฎีนี้มีการนำไปเกี่ยวโยงกับ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity Theory) ของไอน์สไตน์ และ ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ของ โวล์ฟกัง เอิร์นส์ เพาลี (Wolfgang Ernst Pauli) ด้วย (เข้าใจเลาๆ ว่า อย่างการอธิบายความบังเอิญนี้ด้วย แนวคิดเรื่อง เอกภพคู่ขนาน หรือ parallel universe เป็นต้น) – ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Synchronicity

นอกจากนี้ คำศัพท์ ที่เกี่ยวกับเรื่องความบังเอิญนี้ก็ยังมีอีก  อย่างคำว่า

อะโพฟีเนีย (Apophenia) หรือการเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูล หรือตัวเลข หรือ สัญญลักษณ์ อย่างเช่น ความเชื่อเรื่องนอสตราดามุส หรือการตีความหมายของโค้ดจากไบเิบิ้ล เป็นต้น – http://www.reference.com/browse/Apophenia

เดชาวู หรือ เดจา วู (Déjà vu) แปลว่า เคยได้พบเห็นมาแล้ว มีที่มาจากนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส เอมีล บัวรัค(Emile Boirac – 1851–1917) ในหนังสือ L’Avenir des sciences psychiques (อนาคตของวิทยาศาสตร์จิตวิทยา)  อาการเดจาวูคือรู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นเคยพบมาแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งพบครั้งแรก โดยเราอาจจะคิดว่าเราเพ้อฝันไป  มีการอธิบายว่า เดชาวู เป็นประสบการณ์ทางจิต ที่เกิดได้กับทุกคน และทุกเวลา อาจเป็นอดีตชาติ อาจเป็นโลกคู่ขนาน อาจเป็นพลังจิต หรืออาจเป็นแค่ภาพลวงตาทางสมอง (ที่มา http://www.baanmaha.com/community/thread36616.html)