“The Mission” – ย่านละตินในซานฟรานซิสโก

 

ย่านมิชชั่น (เรียกตามชื่อของ มิชชั่นโดโลเรส ที่เก่าแก่ที่สุดแถบนี้ แต่ไม่ได้เข้าไปค่ะ) เพราะอยากไปถ่ายภาพอาร์ตตามกำแพงแถวนั้นมานานแล้ว นั่งรถเมล์สาย 22 จากฟิลมอร์ไปลงตรงแยกถนน 16 กับ วาเล็นเซีย พอไปถึงก็เหมือนกับหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ย่านนี้แม้ไม่หรูแต่ดูมีสีสันไปซะทุกมุม (เลยถ่ายแหลก 555) ความเก่า และร่องรอยของสีสันบนตึกเดิม ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราว ย่านนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเหมือนกัน สามสี่ปีให้หลังมานี่ ย่านนี้มีร้านอาหารกิ๊บเก๋ หรืออาจไม่เก๋แต่อร่อยและดังมาตั้งเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะทาเกเรีย (ประมาณร้านข้าวแกง) เม็กซิกัน เอลซัลวาดอร์ และชนชาิติละตินอื่นๆ มากมาย รวมถึงจีน เปรู เยอะแยะ แถมยังมีร้าน บาทเดียว โรงจำนำ ร้านโชว์ห่วยมากมาย เรียกได้ว่า เป็นสวรรค์ของคนชอบถ่ายภาพสตรีทอย่างมาก แม้ว่าต้องระวังตัวหน่อย คนดุ (มีคนขายของแบกะดินอยู่ตรงหน้าร้านแลกเช็ค ที่ไม่ยอมให้ถ่ายรูป ของต้องขโมยมาแหง — ลืมตัวไปต่อปากกะแก แล้วนึกได้ว่าเฮ้ย ถิ่นเค้า แล้วเลยรีบเดินจากไป อิอิอิ) ตามซอกซอย มีศิลปะเยอะแยะ แต่ต้องมองพื้นให้มาก อาจเจอกับระเบิดอุนจิได้ง่ายๆ หลังจากเดินมาทั้งวัน กำลังจะกลับบ้าน เพราะขาลากเต็มที เหลือบไปเห็นทาเกเรียร้านห้องแถวติดกับสถานีรถ BART คนเข้าแถวยาว ก็เข้าไปเมียงมอง เป็นคนไม่ชอบกินบูริโต้ (ข้าวผสมเนื้อ ถั่ว sour cream ข้าว ฯลฯ) แล้วอย่างอื่นๆ มันก็ใหญ่เหลือเกิน มองไปมองมา เอาน่ะ ลองดีกว่า สั่ง ทาโก้ มาสองอัน อย่างกรอบใส่เนื้อสเต็ค (ที่เรียกว่า คาเน อาซาด้า) sour cream กับผักสลัด กับอย่างไม่กรอบ ใส่ไก่ ผักชี หอม แล้วก็ราดซ้อส ทานกับ ทอร์ทีย่าชิปส์ กับ ซัลซ่าเผ็ดๆ กลั้วด้วย ฮอร์ชาต้า (นมเย็นเม็กซิกัน ทำด้วย นม ข้าว วานิลลากับซินนาม่อน) อร่อยมากกกกกก ลืมโลก พอออกจากร้านมาได้ทันชมดนตรีสดกลางถนน แถมมีคนเต้นแจมเป็นที่สนุกสนาน เป็นวันที่คุ้มค่าจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Mount Rainer National Park Trip Itinerary – June 15-17, 2015

Reflection Lake, Mt. Rainier National Park – Photo: piriyaphoto.com

 

กำหนดการคร่าวๆ ที่เตรียมไว้มีตามนี้นะคะ ถ้าไหว ทำได้หมด ก็เจ๋ง  — 2 คืน 3 วัน ระยะทางขับรถประมาณ 400 ไมล์

 

วันแรก – จันทร์ 15 มิ.ย. – ออกเดินทาง ระยะทางขับรถโดยประมาณ 230 ไมล์

 

7:00 ขึ้นเครื่องที่ San Francisco Int’l Airport (SFO) เดินทางโดยสายการบิน Alaska Airlines flight 389
8:43 am เครื่องลงที่ Portland Int’l Airport (PDX)
9:00 รับรถเช่าที่ Dollar Rent A Car ที่สนามบิน
10:00 รับรถเสร็จ ออกจากสนามบิน ไป Safeway ซื้ออาหารและน้ำ ให้เวลาซื้อ ครึ่งชั่วโมง ไม่เกิน 30-40 นาที
10:30 ออกจาก Safeway ไป Mount St. Helens National Volcanic Monument เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงถึง Mt.St.Helens ประมาณเที่ยงกว่าๆ  — ดูวิว ถ่ายภาพ ตามหาดอกไม้ ทานข้าวเที่ยงที่พกมา ให้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

Mount St. Helens National Volcanic Monument

websites:
http://www.fs.usda.gov/mountsthelens

http://www.fs.usda.gov/detail/mountsthelens/learning/?cid=stelprdb5199528
http://www.mshslc.org/visit-msh/ ***

 

ทางด้านตะวันตกนี้ มีจุดใหญ่ๆ ให้แวะ (จะแวะหรือไม่ก็ได้แล้วแต่เรา) 3 จุด บนเส้นทางสาย SR 504

 

 

1. Mount St.Helens Visitor Center at Silver Lake
3029 Spirit Lake Hwy
Castle Rock, WA 98611

ตรงนี้คงแวะแป้บเดียว เข้าห้องน้ำ ห้องท่า แล้วเดินทางต่อ จุดหมายหลัก ที่ Johnson Ridge Observatory

Mt. St.Helens Visitor Center, Silver Lake, Photo: Travelux.com-Tom D. Ringold
2. Science and Learning Center at Cold Water

19000 Spirit Lake Hwy (Mile post 43 on SR 504)

According to this website: http://www.mshslc.org/visit-msh/west-side/sci-and-lrng-center/ — This visitor Center is open to the public on weekends from mid-May to October on Saturdays and Sundays from 10:00 a.m. to 6:00 p.m.

เราอาจไม่ได้แวะ ตรงนี้เพราะเห็นว่าเปิดแค่เสาร์อาทิตย์ ก็อาจถ่ายรูปเฉยๆ มุมนี้สวยเนอะ

Mount St. Helens Science and Learning Center at Cold Water

3. Johnson Ridge Observatory
24000 Spirit Lake Hwy (Milespot 52 on SR 504)

Johnson Ridge Observatory – Photo: Roemauel, panoramio

 

Johnson Ridge Observatory, Mt. St. Helens – Photo: Larry Workman, Panoramio

Mt.Rainier National Park

Useful links:

Trails of Mount Rainier: http://www.nps.gov/mora/planyourvisit/trails-of-mount-rainier.htm

Road Stutus: http://www.nps.gov/mora/planyourvisit/road-status.htm

Weather Status from NPS website: http://www.nps.gov/mora/planyourvisit/weather.htm

Extended Forecast from Accuweather: http://www.accuweather.com/en/us/mount-rainier-wa/98321/daily-weather-forecast/2623073?day=7

 

Wildflowers Guide: http://www.nps.gov/mora/learn/nature/wildflowers.htm

Current Wildflowers Report: http://www.nps.gov/mora/planyourvisit/wildflower-status.htm

Current wildflowers in bloom by naturalhistorywanderings.com

14:00 น. – ออกเดินทางไปโรงแรมที่ Mt. Rainier (เวลาเดินทางประมาณ 2.30 – 3:30 ชั่วโมง – ขึ้นอยู่กับว่าติดการก่อสร้างทางที่ Paradise East Road ไหม)

เราจะเข้าอุทยานทาง ตะวันตกเฉียงใต้ทาง Nasquilly Entrance คิดว่าค่าเข้าอุทยาน $25 เหรียญ สำหรับ 7 วัน

16:30 – 17: 30 Check in ที่โรงแรม – National Park Inn, Paradise Road East, Longmire, WA 98397
Useful links:
National Park Inn, Longmire, WA – Photo: http://www.nationalparklover.com
National Park Inn, Longmire, WA – Photo: http://www.nationalparklover.com

General Information – Longmire Area – Elevation 2,761 feet

“Longmire area is in the Nisqually River valley at an elevation of 2,761 feet (842 m) between The Ramparts Ridge and the Tatoosh Range. Longmire is surrounded by old-growth douglas fir, western red cedar and western hemlock…” Read more..wikipedia
6:30- 7:30 พักผ่อน ตามอัธยาศัย เล็กน้อย กินข้าวเย็นง่ายๆ ไม่รู้ว่าถ้าทานที่โรงแรม ต้องจองไหม — แต่พี่กะว่าจะทานง่ายๆ แล้วออกไปถ่ายรูป sunset นะ
นี่เป็นจุดสวยงามที่สมควรไป
เย็นวันแรกนี้คิดว่าเราไปสำรวจจุดที่จะถ่ายรูปในวันรุ่งขึ้น ที่ Reflection Lake ที่อยู่ห่างไปทางตะวันออก ประมาณ 20 นาที
ระหว่างทางจะมีน้ำตกสวยนี้ Christine Falls (จากที่พัก ประมาณ 7-8 นาที)

“Christine Falls

Located 4.5 miles from Longmire on the road to Paradise, just 0.2 mile from the Comet Falls parking area. The best way to view this 60-foot plunging waterfall is to park and walk down the short path to the viewpoint below the stone bridge. The waterfall is named for Christine Van Trump, daughter of P.B. Van Trump, one of the first climbers of Mount Rainier.”

Christine Falls – Photo: www.miraimages.photoshelter.com
มุมกว้างของน้ำตก มุมนี้ จะได้หาเจอ
Christine Fall – Photo: Rick, Flickr.com
แล้วต่อไปหามุมที่ Reflection Lake – พร้อมถ่ายแสงเย็น (8:15 pm – 10pm – Sunset: 9:03pm) — แล้วกลับไปนอนเพื่อตื่นตอนตีสามวันรุ่งขึ้น 😀 !!!!!
Reflection Road – Photo: Rod Barbee

ส่วนถ้าจะเก็บทางช้างเผือก เรากลับไปหามุมแถวๆ ที่พักก็แล้วกัน คงเหนื่อยแล้ว แต่ถ้าใครยังไฟแรง ก็ถ่ายก็ได้ 

 

วันที่ 2 – อังคาร 16 มิ.ย. – Explore Mt.Rainier – Paradise, Tipsoo Lake (? TBD)

3:00 am – ตื่นเช้ามืดไปเก็บแสงเช้าที่ Reflection Lake (ขับรถ 20-25 นาที)

 

Photo: Peter West Carey

 

ต่อจากนั้นกลับขึ้นไปที่ Skyline Trail ที่ Paradise (ประมาณ 10 นาที)

General Information – Paradise Area (Elevation: 5400 feet) 

Resource: Paradise Area Trails: National Parks Service

 

Paradise is located 19 miles (30 km) east of the Nisqually Entrance and 12 miles (19 km) east of Longmire.”
 
เพื่อที่จะไปหามุมนี้ และ ดอกไม้ป่า
Paradise Area: Photos and information: Rod Barbee

ข้อมูลเกี่ยวกับ Paradise จากเว็ปไซท์ของ NPS: http://www.nps.gov/mora/planyourvisit/paradise.htm

Information of day hikes: http://www.nps.gov/mora/planyourvisit/day-hiking-at-mount-rainier.htm

เราต้องเดินกันหน่อยที่นี่ เป็น trail ง่ายๆ

Skyline Trail to Myrtle Falls (1 mi/1.6 km) – Wheelchair accessible with assistance.

สองภาพล่างนี้ ต้องเดินนิดหน่อย ตามนี้

“Myrtle Falls

Take an easy 0.4-mile walk from the Paradise Inn northeast along the paved Skyline Trail to Edith Creek. A steep stairway descends to a superb viewpoint overlooking the 60-foot waterfall with Mount Rainier towering in the background.”

Source: http://www.nps.gov/mora/planyourvisit/upload/waterfalls-sep11.pdf

Trail จะเริ่มจาก Paradise Inn (ที่เราจองไม่ทัน) คืออันนี้

 

The Historic Paradise Inn, Mt. Rainier, – Photo: www.kellyphotography.net
Paradise Inn
Open May 20 – October 5, 2015
The Paradise Inn, built in 1916 and designated as one of the “Great Lodges of the West” provides 121 guest rooms, the Paradise Inn Dining Room, Tatoosh Café, and gift shop filled with souvenirs, apparel, memorable gifts, prints from local photographers, and pottery crafted by local artisans.

In 1919, Han Fraehnke, a German carpenter, added much of the decorative woodwork that he designed and built himself. A skilled craftsman, Han also built the lodge’s rustic piano and the 14 foot grandfather clock.

Step outside the historic Paradise Inn accommodations and be welcomed by the site of meadows in full bloom, miles of trails that lead to adventures in all directions and explore the outdoors the way it was meant to be, free from modern life stresses and distractions. Stand in awe of Nisqually Glacier and head out to the Longmire Museum or the visitor centers at Ohanopecosh, Sunrise and Paradise for more information and displays of the areas rich history.

Source: http://www.mtrainierguestservices.com/accommodations/paradise-inn

Edith Creek on Skyline Trail, Paradise, Mt. Rainier NP, – Photo: Bruce Ikenberry
Myrtle Creek Falls, Skyline Trail, Paradise, – Photo: Michael Russell Photography
More information: http://photoblog.mrussellphotography.com/myrtle-falls-mount-rainier-np/
Michael Russell มีเขียนไว้ถึง Mazama Ridge ที่มีดอกไม้ ยังไม่ได้ศึกษา แต่อยู่แถว Paradise นี่ สวยมากๆ — To research futher
ทุ่งดอกไม้ที่ Mazama Ridge ที่เค้าบอกว่าอยู่บน Lakes Trail ซึ่งแยกออกไปจาก Skyline Trail
More information: http://photoblog.mrussellphotography.com/mazama-ridge-mount-rainier-np/

Related Link: Images from Paradise by Michael Russell Photography: http://photoblog.mrussellphotography.com/mount-rainier-paradise/

ถ้าจะใช้เวลาชิลๆ ที่นี่ในวันนี้ก็ได้ แล้วทานอาหารเที่ยงกันที่ Paradise นี่ เสร็จแล้วค่อยขับรถต่อไปที่ Tipsoo Lake ก็ได้ แต่จาก Paradise ไป Tipsoo Lake จะนานหน่อย ใช้เวลา 1 ชั่วโมง

หรือเพราะแสงแรงช่วงเที่ยง ก็กลับไปนอนก่อนได้ แล้วออกมาใหม่ตอนบ่าย

ถ้าจะเดินก็ได้

Tipsoo Lake – Naches Peak Loop Trail: Elevation 5299 Feet

Trail Description:
Distance, round-trip: 3.5 miles
Elevation gain: 500 feet
Hiking time, round-trip: 2 hours
Wilderness camps: None
Park at Tipsoo Lake, .5 mile west of Chinook Pass on SR 410. For a clockwise hike of the Naches Peak Loop Trail, follow the trail from the picnic area to Chinook Pass and the Pacific Crest Trail.
This easy loop is one of the most popular hikes in the park. It starts out along the Pacific Crest Trail at Chinook Pass and leads south, traversing the east side of Naches Peak 1.6 miles until intersecting the Naches Loop Trail. To continue the loop and return to Tipsoo Lake in 1.4 miles, follow the Naches Loop Trail along the west side of Naches Peak.
Along the Trail:
To get the best views of Mount Rainier, hike the loop in a clockwise direction. This loop provides the hiker with breathtaking views of the Mountain, a look at beautiful subalpine meadows, and an abundant supply of huckleberries in late summer and early fall.

 

Tipsoo Lake Trail – by Michael Russell Photography

 

Tipsoo Lake – Michael Russell Photography

อาจจะถ่ายแสงเย็นไม่ไหว เพราะขับรถกลับที่พัก ประมาณสองชั่วโมง — ถ้าจะพัก ​ก็ค่อยมาถ่ายวันรุ่งขึ้น

กลับที่พัก ทานอาหารเย็น

ดึก ถ้าไหว ก็หาถ่ายทางช้างเผือกได้

มุมยังไม่รู้จะตรงไหน – แถวที่พักเราจะเห็นได้มั้ยไม่มั่นใจ เพราะภาพส่วนมากที่เห็น ถ่ายกันแถว Tipsoo Lake

Milky Way – Tipsoo Lake – Dream Lei Photography
More Info: http://www.dreamleiphotography.com/milky-way-over-tipsolake-mt-rainier/

 

วันที่ 3 – พุธ 1ึ มิ.ย. – Explore Mt.Rainier – Sunrise at Tipsoo Lake (? TBD), Sunrise Point, Seattle Tacoma In’l Airport

General Information – Sunrise Point – Elevation 6400 feet

ตอนเช้าคิดว่าเราเช็คเอ้าท์จากโรงแรมเลย แล้วขับมุ่งไป Tipsoo Lake แล้วต่อขึ้นไป Sunrise Road  ชม Sunrise Point แล้วต่อไป สนามบินซีแอตเติ้ลเลย
ถ้าออกเช้าไหว ก็ไปอีก แต่ว่า คงแสงเช้าไม่ไหวมั้ง เพราะ เกือบสองชั่วโมง ถึง Tipsoo Lake จากที่พัก แต่ก็พยายามก่อน ถ้าได้ก็ดี
จากที่พักถึง Tipsoo Lake – 1 ชั่วโมง 12 นาที
จาก Tipsoo Lake ไป Sunrise Point 44 นาที
จาก Sunrise ไป สนามบินซีแอตเติ้ล 2  ชั่วโมง

Sunrise Point – Photo: Home Sweet Road
More info: http://homesweetroad.com/mount-rainier-national-park-sunrise/

คิดว่าเราออกจากอุทยานบ่ายๆ ก็คงทัน กะว่าประมาณ 3-4  โมงเย็น ต้องเริ่มมุ่งหน้าสนามบิน ถ้ารถติด ก็คงไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง เผื่อไปเลย เพราะไฟล้ท์ขากลับเราออก 9:40 pm (Alaska Airlines flight 300) เรากำหนดคืนรถ ภายใน สองทุ่ม
เราก็มาหาอาหารเย็นทานแถวๆ ใกล้เข้าเมืองได้นะจ๊ะ
เครื่องแตะพื้นที่ SFO -11:53 pm — แล้วก็ค่อยระหกระเหินกลับบ้านต่อ
คิดว่ากำหนดการขนาดนี้ ลูกทัวร์เห็นแล้ว จะอ้วกซะก่อนหรือเปล่า ยังสงสัย 55555

More Related Links about the Park:

บันทึกจากการเดินทาง – เมืองม้าหิว (เราก็หิว)

การเดินทางคนเดียวมันก็ดีอย่าง เสียอย่าง ข้อดีคือ เราจะไปไหน ทำอะไร บ้าบิ่นแค่ไหน ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องคนที่ไปด้วย ส่วนข้อเสียก็คืออย่างเดียวกันนั่นแหละ บางทีทำอะไร บ้าบิ่นไป เมื่อเหนื่อยโฮก แล้วไม่รู้ตัว เฉกเช่นการเดินทางครั้งนี้ เมื่อไปวนอุทยานแห่งชาติเกลเชีย (Glacier National Park) ที่มอนทาน่าเมื่อหลายเดือนก่อน ด้วยความที่วุ่นวาย เตรียมการช้าไป เลยจองที่พักในอุทยานฯ ไม่ทัน ก็เลยได้นอนใกล้ๆ สนามบิน ทางตะวันตกของอุทยานฯ​ — ไอ้ความที่เราไม่มีความคาดหวังอะไร อยู่ตรงไหนมันก็ดีทั้งนั้น ทุกอย่างใหม่ไปหมด เพราะยังไม่เคยไป แต่ข้อขัดข้องนิดหน่อยคือเวลาต้องเดินทาง ก็ต้องเผื่อเวลาเพิ่มไปซัก 45 นาที จากที่ข้อมูลบอก

หลังจากวันที่ไปถึงวันแรกหนึ่งวัน อากาศดีเลิศ — ซึ่งคนที่ถ่ายรูป จะรู้กันว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะ อากาศดี ฟ้าสวยได้ใจนั้น ไม่ได้มีกันง่ายๆ แหม ก็หามรุ่งหามค่ำ ตะบี้ตะบัน หนุกหนาน กับการถ่ายภาพและชื่นชมธรรมชาติอย่างเมามัน วันที่สองได้ใจ อากาศดีอีก ก็อาจหาญ ขับรถไปทางตะวันออก (East Glacier) รอพระอาทิตย์ตก ซึ่งเสียดาย แม้อากาศดี แต่ฟ้าไร้เมฆเอาโดยสิ้นเชิง กว่าจะออกมาปากทางก็มืด และแถมมีหลงทิศนิดโหน่ย ทำให้กว่าจะถึงที่พัก ก็งอมพระราม แต่สิ่งที่ขำจำขึ้นใจอย่างนึงคือว่า ก่อนจะถึงเมืองที่พักที่ Columbia Falls จะต้องผ่านเมืองเล็กๆ น่ารัก ที่ชื่อ ม้าหิว (Hungry Horse) ซึ่งพอผ่านเมืองนี้ ก็จะหิวโซพอดี ทุกที และเมืองนี้ก็เป็นสัญญาณให้ความหวัง ว่าจะถึงที่พักแล้วว้อยยยยย (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังต้องหิวโซ ต่อไป เพราะเมื่อกลับมาค่ำ อะไรๆ ก็ปิดหมด เรื่องการจะได้กินอาหารร้อนๆ อร่อยๆ ละมุนลิ้น นั้น อย่าได้หวัง ร้านฟาสฟู้ด ก็มีแต่ A&W ที่เมนู กากสุด ขนาดที่ว่ากินง่าย ยังกระเดือกไม่ลง ต้องเสียจรรยาบรรณ กินบะหมี่สำเร็จรูปละว้า อิอิ) กว่าจะเข้านอน ก็พร้อมไก่ขัน (ถ้ามีไก่ให้ขัน)

วันรุ่งขึ้น ลุกไม่ขึ้น ตัดสินใจนอนให้เต็มที่ ชิล แล้วตั้งใจว่าจะต้องไปค้นให้พบว่า เมืองนี้ทำไมต้องชื่อ ม้าหิว ฮ่าๆๆๆๆ แล้วหมายตาไว้ว่าต้องหาจุดที่จะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกถึงความรู้สึก “ม้าหิว​​“ นี่ไว้ ก็เลยขับรถไป แวะร้านโชว์ห่วยในเมือง คุยกับลุงเจ้าของร้าน ที่ติดลมจนไม่อยากจะยอมให้เรากลับ แต่ก็ได้ความรู้เยอะแยะ พูดแล้วขอนอกเรื่องก่อนจะไปถึงเรื่องม้าหิว

ร้านโชว์ห่วยสำหรับคนภูเขา ^^

ที่น่าสนใจมากคือ คนที่มอนทาน่า และคนที่ตั้งใจมามอนทาน่านี่ ตกปลากันเป็นสรณะ หรือจะว่าเข้าสายเลือดก็คงไม่ผิด เหยื่อตกปลาที่เค้าเรียกว่า fly ซึ่งสงสัยว่า มันเป็นฟลายที่แปลว่าแมลงวัน หรือเปล่า แต่เดาเอาเองว่าคงใช่ ลืมถาม มีมากมายหลายร้อยชนิด มีทั้งแบบผูกมาแล้วเป็นแพค กับผูกด้วยมือ ขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่ และปลาที่จะตกกระมัง (ไม่มีความรู้เอาซะเลย) แล้วเวลาที่คนเค้าเจรจา ถามไถ่กันเรื่องเหยื่อนี่ ลองฟังดู มันคงประมาณเหมือน นักเลงพระเครื่องคุยกันเลยล่ะ เหยื่อไหน เป็นเหยื่อไหน แบบฟังตามไม่รู้เรื่องกันไปข้างนึง แปลกใหม่ น่าสนใจดี

เหยื่อตกปลา มากมายหลากหลายลานตา

กลับมาเรื่องม้าหิว คุณลุงเจ้าของร้าน บอกว่า สมัยแรกๆ ที่มีคนมาตั้งรกรากแถวนี้ เคยมีคนทำม้าหลุดมา หาไม่เจออยู่นานเชียว จนกระทั่งมาเจอแถวๆ นี้ ม้าผอมโซ เลยเรียกบริเวณนี้ว่า Hungry Horse อย่างว่า แล้วเค้าก็มีรูปปั้นประจำเมืองด้วยนะ แต่หาไม่เจอ เจอแต่เจ้าตัวแดงข้างบน น่ารักดี เลยถ่ายมาเป็นที่ระลึก

 

Chicago in 70 Hours – ยุทธการแกะรอยชิคาโก้บลูส์

ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมากับเสียงดนตรีร้อคแอนด์โรลที่พี่ป้าน้าอาฟัง จังหวะและท่วงทำนองก็ติดหู พอโตขึ้นมาหน่อย สมัยภาษาปะกิดยังไม่ค่อยเข้มแข็งนัก เคยได้ดูหนังเรื่อง The Blues Brothers ที่ จอห์น เบลูชี่ กับ แดน แอคครอยด์ เล่น ตอนนั้นงงๆ ในเนื้อเรื่อง แต่รู้ว่ามีศิลปินเพลงดังๆ มากมายร่วมแสดง อย่าง เรย์ ชาร์ลส หรือ อริต้า แฟร้งคลิน และที่โดดเด่นมากคือเพลงในเรื่อง ที่สุดมันส์ ดูทีไรก็สนุก แล้วก็รู้ว่าท้องเรื่องมันอยู่ในชิคาโก้ ตั้งแต่นั้นมาก็คิดว่าซักวันคงมีโอกาสได้ไปฟังดนตรีแบบชิคาโก้บลูส์แท้ๆ นะ

เพลงบลูส์ ที่เป็นต้นกำเนิดของดนตรี ร้อคแอนด์โรล มีต้นกำเนิดมาจากทางใต้ของอเมริกา โดยทาสผิวดำจากอาฟริกา อาศัยพื้นฐานจากท่วงทำนอง และจังหวะจากเพลงที่ร้องให้จังหวะกันในหมู่คนงานในไร่ฝ้าย ฯลฯ เนื้อเพลงและท่วงทำนองจะเกี่ยวกับความทุกข์ยาก ลำบากในชีวิต เพลงบลูส์เริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงปี ค.ศ.1920 เป็นต้นมา ในช่วงแรกๆ นี้จะเป็นเพลงช้าๆ เศร้าๆ ร้องคู่กับกีต้าร์ เพลงในช่วงนี้ เรียก เดลต้าบลูส์ (Delta Blues) นักร้องนักดนตรี ส่วนมากจะมาจากแถว เมมฟิส จนถึง มิซซิสซิปปี้ เร่ร่อนไปเรื่อยๆ กับกีต้าร์คู่ใจ

พอหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก คนก็มุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่ๆ อย่าง ชิคาโก้ เซนหลุยส์​ ดีทร้อยท์ นิวยอร์ค และนำดนตรีบลูส์​ไปด้วย และโด่งดังเฟื่องฟู โดยเฉพาะที่ชิคาโก้ ที่พัฒนาดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเนื้อเพลงและท่วงทำนอง เกี่ยวกับชีวิตในเมืองใหญ่ๆ และ เริ่มต้นใช้กีต้าร์ไฟฟ้า เป็นต้นกำเนิดของ เออร์บันบลูส์ (Urban Blues) หรือ อิเลคทริคบลูส์​ (Electric Blues) หรือ ชิคาโก้บลูส์ (Chicago Blues) ที่กลายมาเป็นดนตรีร้อคแอนด์โรลในที่สุด

ที่พูดมานี่เป็นเหตุผลใหญ่ของการไปชิคาโก้ แต่ที่นี่มีสิ่งน่าสนใจมากมาย ดูสิว่า 70 ชั่วโมงในช่วงสุดสัปดาห์หนึ่งในเมืองที่ซับซ้อนและหลากสีสันนี่จะพาเราไปไหน ชมอะไรได้บ้าง

เมื่อเรามีเวลาน้อย ก็ใช้วิธีไปดูสิ่งที่เป็นจุดเด่นๆ ของเมืองก่อนแบบ ท้อปเท็น ของตัวเอง ที่อาจไม่เหมือนคนอื่น และขอเริ่มหัวข้อไว้ก่อนไว้ช่วยจำ แล้วเดี๋ยวค่อยๆ มาเล่าต่อ ก็แล้วกันนะคะ

1. Cloud Gate aka The Bean at Millennium Park

“The joy of life comes from our encounters with new experiences, and hence there is no greater joy than to have an endlessly changing horizon, for each day to have a new and different sun.” – Christopher McCandless

 

2. สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก้ (Art Institute of Chicago)

3. Blues Music

4. Skydeck Chicago

5. 360° Chicago

6. The Field Museum

7. The Magnificent Mile

8. Shedd Aquarium

9. Public Art

10. Pritzker Pavilion

Bonus – Of course you have to try – Deep Dish Pizza, Popcorn, Hot Dogs, and  Intelligentcia Coffee (I only got to try the coffee — not for the lack of trying ;))

 

 

แม่มดแห่งปังโก เวอร์จิเนียบีช

รูปปั้นของ Grace Sherwood ที่ถนน Witchduck, Virginia Beach, Virginia

ที่เมืองเวอร์จิเนีย บีช รัฐเวอร์จิเนีย มีถนนสายหนึ่งชื่อ วิทช์ดักท์ (Witchduck) ซึ่งมีที่มาน่าสนใจทีเดียว ชื่อถนนสายนี้ตั้งขึ้นมาตามคดีพิพากษาแม่มดที่อื้อฉาวเมื่อปี ค.ศ. 1698 (พ.ศ. ๒๒๔๑ ตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยของพระเพทราชา ในปีที่นปีที่ฝรั่งเศสส่งกองเรือไปเมืองมะริด และหลังจากเกิดไข้ทรพิษระบาดในปี พ.ศ.๒๒๓๙)

ในปี 1698 นางเกรซ เชอร์วู้ด (Grace Sherwood) ถูกเพื่อนบ้านฟ้องทางการ กล่าวหาว่าเธอเป็นแม่มดและได้สาปแช่งพืชผลของพวกเขาให้เสียหาย ข้อกล่าวหาที่ว่านี้หนาหูขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อวันที่ 10 กรกฏาคม ปี ค.ศ.1706 (พ.ศ. ๒๒๔๙) ศาลเมืองพริ้นเซสแอน (Princess Anne County) ตัดสินให้มีเพื่อนบ้านคู่กรณีทดสอบว่าเกรซ เชอร์วู้ดเป็นแม่มดจริงหรือไม่ด้วยมัดมือเท้าไพล่หลังแล้วถ่วงน้ำ หรือ ducking เพราะเชื่อว่าน้ำเป็นสิ่งบริสุทธิ์ และถ้าคนที่ถูกถ่วงน้ำเป็นคนไม่บริสุทธิ์น้ำก็จะไม่รับไว้ คือว่าถ้าจมแสดงว่าบริสุทธิ์ และจะสามารถถูกฝังในสุสานตามประเพณีทางศาสนาได้ ถ้าลอยแสดงว่าเป็นแม่มด ปรากฏว่าเธอลอย จึงถูกตัดสินจำคุกอยู่ถึง 12 ปี ภายหลังถูกปล่อยตัวแล้วจึงออกมาใช้ชีวิตเงียบๆ จนเสียชีวิตในปี 1740 หลังจากนั้นมาถึงสามร้อยปีให้หลัง ในปี 2006 ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียจึงประกาศนิรโทษกรรมลบล้างมลทินให้แก่เธอ และสร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ในบริเวณที่การพิพากษานั้น

Found this sign on the Witchduck road.  How comical. ระหว่างทางมีป้ายนี้ ตลกดี

ซึ่งจะว่าไปแล้วนับว่าเป็นโทษสถานเบาเมื่อเทียบกับคดีพิพากษาแม่มดแห่งซาเล็มที่อื้อฉาว ที่มีคนจำนวนมากถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

Witch Duck Point is now a residential area
บริเวณที่เคยเป็นที่ถ่วงน้ำ ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านสวยงาม
At the end of Witch Duck Point จุดที่มีการถ่วงน้ำ

ประวัติความเชื่อเรื่องแม่มดหมอผีในยุโรปและอเมริกา

คำว่า witch หรือแม่มดแผลงมาจากคำว่า wit ในภาษาแองโกลแซกซอน = “to know” หรือ หยั่งรู้ ต้องการรู้ ดังนั้น แม่มดจึงหมายถึง พวกที่ต้องการศึกษาหาความรู้ ..ศตวรรษที่ 15-17 หรือยุคกลางของยุโรป ที่เรียกกันว่า ยุคมืด นั้นมีการล่าแม่มดขนานใหญ่ สมมุติว่าเกิดเหตุผิดธรรมชาติขึ้นในท้องถิ่น เช่นคนตายไร้สาเหตุ มีโรคระบาด คนสมัยนั้นก็จะโยนบาปใส่แม่มด พวกชาวบ้านก็จะตามหาผู้ต้องสงสัย และมักเป็นแพะรับบาป พร้อมหลักฐานจำนวนหนึ่ง บางทีหลักฐานก็ดูตลกๆ เช่นแค่เลี้ยงหมากับแมวไว้ในบ้านก็ตาม หญิงแก่ไร้ญาติบางคน ซึ่งมีแค่แมวตัวเดียวเป็นสัตว์เลี้ยงคลายเหงา มักถูกหาว่าเป็นแม่มด และถูกนำมาเผาประจานทั้งเป็นอย่างน่าอนาถ หญิงสาวบางคนที่สวยเกินไปก็โดนข้อหานี้ด้วย เพราะสงสัยว่าเอาวิญญาณแลกกับเรือนร่างอันน่ามอง ผู้ชายในสมัยนั้นจะชอบทารุณกรรมผู้หญิง โดยยกข้ออ้างจากไบเบิลขึ้นมาอ้างมั่วว่า สูเจ้าจะต้องไม่ทรมานแม่มดด้วยการปล่อยให้มีชีวิต ( “Thou shlt not a suffer a witch to live” ) 

…เหตุการณ์ของการจับแพะแม่มดที่สำคัญโด่งดังคือ กรณีเซนต์โจนส์แห่งตำบลอาร์ค (โจนส์ออฟอาร์ค) เพียงเพราะเป็นผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป และนำทัพปฏิวัติให้ฝรั่งเศสเป็นอิสระจากอังกฤษ อย่างเหลือเชื่อ การเมืองไม่เข้าใครออกใคร ผู้มีอำนาจในฝรั่งเศสสมรู้กันให้เธอกับอังกฤษ เพื่อแลกกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งที่เธอต่างหากที่ปลดปล่อยฝรั่งเศสให้กลับมาเป็นปึกแผ่น และมีกษัตริย์ของตนเอง เธอถูกตัดสินว่า ผิดจริงโดยใช้พลังของแม่มดในการเมืองการสงคราม และถูกเผาทั้งเป็น แต่ภายหลังเป็นร้อยปี ได้มีการรื้อคดีมาทำใหม่ และประกาศว่าการพิพากษาครั้งนั้นไม่ถูกต้อง แล้วเธอได้รับยกย่องให้เป็น หนึ่งใน นักบุญ (เซนต์)  — ที่มา: artcloud.com

บทความน่าสนใจอีกอัน ความเชื่อเรื่องแม่มดในสมัยก่อน

The Testing of Grace Sherwood
The witchcraft case of Grace Sherwood is one of the best known in Virginia.  She was accused of bewitching a neighbor’s crop in 1698.  Allegations grew over time until the Princess Anne County government and her accusers decided she would be tested by ducking, since water was considered pure and would not permit a witch to sink into its depths.  Sherwood accusers on 10 July 1706 tied here hands to her feet and dropped her into the Western Branch of the Lynnhaven River near what is now known as Witch Duck Point.  Sherwood floated — a sign of guilt.  She was imprisoned, but was eventually released.  Sherwood lived the rest of her life quietly and died in 1740.
At the base of her statue at the corner of North Witchduck Road and Independence Blvd.,Virginia Beach, VA,  a plague inscribed with the following can be found:
“The Trial of 1706
At Witchduck Point, 10 AM, July 10th, 1706, Grace Sherwood, the daughter of a carpenter and the wife of a planter in the County of Princess Anne, was accused by neighbors of witchcraft.  Grace was tried in the Second Princess Anne County Courthouse, found guilty, and consented to the traditional trial by water, Grace was tied crossbound and dropped into water above man’s depth.  If she were to sink and drown, she was innocent and could be buried on holy ground, Grace did float, thus was guilty as the pure water was casting out her evil spirit.  She was incarcerated in the local jail just beyond this statue.  After her release, Grace paid the back taxes on her property in 1714, returned to her famr and worked the land until her death at age 80 in the autumn of 1740.  Grace Sherwood, Virginia’s only convicted witch tried by water, she lays claim to Witchduck Road.  Her legend lives on as “The Infamous Witch of Pungo”.
In 2006, 300 years after the trial, Timothy Kaine, the Governor of Virginia officially restored her good name.

 

Bing Kong Tong – อั้งยี่ในแคลิฟอร์เนีย

ชาวจีนมีประวัติยาวนานในแถบอเมริกาตะวันตก โดยเฉพาะแถบซานฟรานซิสโก เบย์เอเรีย ที่เป็นเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่สมัยขุดทองในช่วงปลายทศวรรษที่ 1840 (ช่วงพ.ศ. 2383 ช่วงสมัยรัชกาลที่ 4) โดยเข้ามาเป็นแรงงานเหมืองทอง และต่อมาในการสร้างทางรถไฟสายข้ามทวีป (Transcontinental Railroad/ Pacific Railroad)

เพิ่งได้ไปเจอเมืองเล็กๆ ชื่อ ไอเอิลตั้น (Isleton) แถบในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำซาคราเมนโต้ (The Delta) ไม่ไกลจากซานฟรานซิสโก เป็นที่ที่ชาวจีนเคยอาศัยกันมาก เห็นว่าไฟไหม้หลายหน จนในที่สุดสร้างบ้านกันด้วยสังกะสี แล้วก็บังเอิญได้เห็นอาคารที่เตะตามากอาคารนี้ ที่ค้นพบว่าเป็นที่ตั้งของสมาคมอั้งยี่แก๊งบิงกงตง (Bing Kong Tong) ซึ่งเป็นแก๊งที่มีอิทธิพลมากในไชน่าทาวน์ซานฟรานซิสโกช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั่วแคลิฟอร์เนีย

Bing Kong Tong Building, Isleton, California

อั้งยี่ในเมืองไทย

ในจดหมายเหตุของไทยใช้คำเรียกอั้งยี่ต่างกันตามสมัยแต่ความไม่ตรงกับที่จริงทั้งนั้น จึงจะแทรกคำอธิบายเรียกต่างๆลงตรงนี้ก่อน ชื่อของสมาคมที่ตั้งในเมืองจีนแต่เดิมเรียกว่า “เทียนตี้หวย” แปลว่า “ฟ้า ดิน มนุษย์” หรือเรียกโดยย่ออีกอย่างหนึ่งตามภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า “ซาฮะ” แปลว่า องค์สาม เป็นนามของอั้งยี่ทุกพวก ครั้นอั้งยี่แยกกันเป็นหลายกงสี จึงมีชื่อกงสีเรียกต่างกัน เช่น งี่หิน ปูนเถ้าก๋ง งี่ฮก ตั้งกงสี ชิวลิกือ เป็นต้น คำว่าอั้งยี่ แปลว่า “หนังสือแดง” ก็เป็นแต่ชื่อกงสีอันหนึ่งเท่านั้น

ยังมีชื่อเรียกสำหรับตัวนายอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่เป็นหัวหน้าอั้งยี่ในถิ่นอันหนึ่งรวมกันทุกกงสี เรียกตามภาษาฮกเกี้ยนว่า “ตั้วกอ” ตามภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า “ตั้วเฮีย” แปลว่าพี่ใหญ่ ผู้เป็นหัวหน้ากงสีเรียกว่า “ยี่กอ” หรือ “ยี่เฮีย” แปลว่าพี่ที่สอง ตัวนายรองลงมาเรียกว่า “ซากอ” หรือ “ซาเฮีย” แปลว่าพี่ที่สาม ในจดหมายเหตุของไทยเดิมเรียกพวกที่เข้าสมาคมเทียนตี้หวยทั้งหมดว่า “ตั้วเฮีย” มาจนรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนคำว่า “ตั้วเฮีย” เรียก “อั้งยี่” ในที่นี้ขอเรียกอั้งยี่มาแต่ต้นเพื่อให้สะดวกแก่ท่านผู้อ่าน

อั้งยี่แรกขึ้นมีในเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ ๓ มูลเหตุที่จะเกิดอั้งยี่นั้น เนื่องมาแต่อังกฤษเอาฝิ่นอินเดียเข้าไปขายในเมืองจีนมากขึ้น พวกจีนตามเมืองชายทะเลพากันสูบฝิ่นติดแพร่หลาย จีนเข้ามาหากินในเมืองไทย ที่เป็นคนสูบฝิ่นก็เอาฝิ่นเข้ามาสูบกันแพร่หลายกว่าแต่ก่อน เลยเป็นปัจจัยให้มีไทยสูบฝิ่นมากขึ้น แม้จนผู้ดีที่เป็นเจ้าและขุนนางพากันสูบฝิ่นติดก็มี ก็ในเมืองไทยมากฎหมายห้ามมาแต่ก่อนแล้วมิให้ใครสูบฝิ่ หรือซื้อฝิ่นขายฝิ่น เมื่อปรากฏว่ามีคนสูบฝิ่นขึ้นแพร่หลายเช่นนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงดำรัสสั่งให้ตรวจจับฝิ่นตามกฎหมายอย่างกวดขัน แต่พวกจีนและไทยที่สูบฝิ่นมีมากก็จำต้องลอบหาซื้อฝิ่นสูบ เป็นเหตุให้คนลอบขายฝิ่นขึ้นราคาขายได้กำไรงาม จึงมีพวกค้าฝิ่นด้วยตั้งอั้งยี่วางสมัครพรรคพวกไว้ตามหัวเมืองชายทะเลที่ไม่มีการตรวจตรา คอยรับฝิ่นจากเรือที่มาจากเมืองจีนแล้วเอาปลอมปนกับสินค้าอื่นส่งเข้ามายังกงสีใหญ่ ซึ่งตั้งขึ้นตามที่ลี้ลับในหัวเมืองใกล้ๆกรุงเทพฯ ลอบขายฝิ่นเป็นรายย่อยเข้ามายังพระนคร ข้าหลวงสืบรู้ก็ออกไปจับ ถ้าซ่องไหนมีพรรคพวกมากก็ต่อสู้จนถึงเกิดเหตุรบพุ่งกันหลายครั้ง มีปรากฏในหนังสือพงศาวดารว่า
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ เกิดอั้งยี่ในแขวงจังหวัดนครชัยศรี และจังหวัดสมุทรสาคร แต่ปราบปรามได้โดยไม่ต้องรบพุ่งครั้งหนึ่ง ต่อนั้นมา ๒ ปี ถึง พ.ศ. ๒๓๘๗ พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นที่ในป่าแสมริมชายทะเล ณ ตำบลแสมดำ ในระหว่างปากน้ำบางปะกงกับแขวงจังหวัดสมุทรปราการต่อสูเจ้าพนักงานจับฝิ่น ต้องให้กรมทหารปากน้ำไปปราบ ยิงพวกอั้งยี่ตายหลายคน และจับหัวหน้าได้ อั้งยี่ก็สงบลงอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาอีก ๓ ปี ถึง พ.ศ. ๒๓๙๐พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นขึ้นอีกที่ตำบลลัดกรุด แขวงเมืองสมุทรสาคร ครั้งนี้พวกอั้งยี่มีพรรคพวกมากว่าแต่ก่อน พระยาพลเทพ(ปาน)ซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานจับฝิ่น ออกไปจับเองถูกพวกอั้งยี่ยิงตาย จึงโปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาพระคลังคุมกำลังไปปราบ ฆ่าพวกอั้งยี่ตายประมาณ ๔๐๐ คน และจับหัวหน้าได้จึงสงบ

ปราบพวกอั้งยี่ที่ลัดกรุดได้ไม่ถึงเดือน พอเดือน ๕ พ.ศ. ๒๓๙๑ พวกอั้งยี่ก็กำเริบขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทรา คราวนี้ถึงเป็นกบฏ ฆ่าพระยาวิเศษลือชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาย แล้วพวกอั้งยี่เข้ายึดป้อมเมืองฉะเชิงเทราไว้เป็นที่มั่น โปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ยกพลจากเมืองสมุทรสาครไปปราบ พวกอั้งยี่ที่เมืองฉะเชิงเทราต่อสู่พ่ายแพ้ พวกจีนถูกฆ่าตายกว่า ๓,๐๐๐ คน อั้งยี่เมืองฉะเชิงเทราจึงสงบ ต่อมาอีก ๒ ปีก็สิ้นรัชกาลที่ ๓

ที่มา: atcloud.com

กบฏอั้งยี่ในภูเก็ต และ หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง

จากการที่เมืองภูเก็ตมีชาวจีนมาอยู่อาศัยมาก ทำให้มีสมาคมลับหรือ “อั้งยี่” เกิดขึ้น โดยแบ่งเป็น สองพวกใหญ่ คือ กลุ่มปุนเถ้าก๋ง มีอิทธิพลอยู่ในบ้านกะทู้ ซึ่งเป็นแหล่งทำเหมือง ที่มีชาวจีนอยู่มาก และอีกพวกหนึ่งคือ กลุ่มเกี้ยนเต็ก มีเขตอิทธิพลอยู่ในตัวตลาดเมืองภูเก็ต ซึ่งอั้งยี่ทั้งสองกลุ่ม เป็นศัตรูคู่อริที่มักก่อเหตุวุ่นวายอยู่เนืองๆ โดยก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง ครั้งใหญ่สามครั้งด้วยกัน คือเหตุการณ์จลาจลครั้งแรก เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2410 พวกอั้งยี่ทั้งสองกลุ่ม ได้ยกพวกฆ่าฟันกัน เพื่อแย่งชิงสายน้ำล้างแร่ จนกลายเป็นจลาจล ข้าหลวงส่วนกลาง ต้องเข้าระงับเหตุและปราบปราม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รัฐบาล ต้องเลี้ยงอั้งยี่ คือเลือกคนจีนที่มีพรรคพวกนับถือมากตั้งเป็น “หัวหน้าต้นแซ่” ควบคุมดูแลคนของตน และหากคนของตน คับข้องใจต้องการร้องทุกข์ หัวหน้าต้นแซ่ จะเป็นผู้เสนอคำร้องนั้น ให้แก่ทางการต่อไป

ต่อมาในปี พ.ศ.2419 ได้เกิดเหตุจลาจลขึ้นอีกครั้งการ โดยครั้งนี้เป็นการจลาจลครั้งใหญ่ เกิดจากอั้งยี่ปุนเถ้าก๋ง ไม่พอใจที่นายเหมือง ไม่จ่ายค่าแรง เนื่องจากภาวะราคาดีบุกตกต่ำ ประกอบกับมีความแค้นเคืองเจ้าเมืองเป็นทุนเดิม จึงได้มีการรวบรวมสมัครพรรคพวกกว่า 2,000 คน ก่อการกบฏ เข้าล้อมศาลากลาง และมีการปล้น-ฆ่าราษฎรไทย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ เกินกำลัง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองในท้องถิ่น จะควบคุมได้ ต้องขอกำลังจากส่วนกลาง มาสนับสนุน ระหว่างที่รอ กองกำลังส่วนกลาง หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง ได้เป็นที่พึ่งให้แก่ชาวบ้าน ในการต่อสู้กับ พวกอั้งยี่ โดยท่านได้มอบผ้าประเจียดสีขาวให้ชาวบ้านทุกคนโพกหัว เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ ในการต่อสู้ จนพวกอั้งยี่เรียกพวกชาวบ้านว่า “พวกหัวขาว”  จนในที่สุดชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ ก็สามารถปราบอั้งยี่ ได้สำเร็จ รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าพระราชทาน สมณศักดิ์แก่หลวงพ่อแช่ม เป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี ซึ่งท่านเป็นที่เคารพเลื่อมใส ของชาวภูเก็ตตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยหลวงพ่อแช่มไม่เพียงเป็นที่เคารพนับถือ ของคนภูเก็ตเท่านั้น ชาวมาเลเซีย และปีนัง ก็ให้ความเคารพศรัทธาท่านด้วย เมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อนใด ก็พากันมาบนบาน ให้หลวงพ่อช่วยเหลือเสมอ

เหตุวิวาทรุนแรงครั้งสุดท้ายของพวกอั้งยี่ เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2422 โดยพวกอั้งยี่เกี้ยนเต็ก หลอกพวกอั้งยี่ปุนเถ้าก๋งมากินเลี้ยง แล้วมอมเหล้าและฆ่าจุดไฟเผาทั้งเป็น นับร้อยคนในวัน 17 ค่ำเดือน 6 ตามปฏิทินจีน ซึ่งต่อมาชาวกะทู้รุ่นหลัง ได้ฝันเห็นวิญญาณเหล่านี้ พากันมาร้องขอที่อยู่อาศัย จึงได้ร่วมใจกันจัดหาที่ดินในบริเวณหมู่ 4 ตำบลกะทู้ สร้างศาลเจ้าขึ้น เพื่อเป็นที่สถิต ของดวงวิญญาณเหล่านั้น โดยทำซินจู้หรือแผ่นป้ายชื่อผู้ตายในคราวนั้น ตั้งไว้ในศาล แทนรูปเทพเจ้าต่างๆ พร้อมกับขนานนามศาลแห่งนี้ว่า “ศาลเจ้าต่องย่องสู” อันมีความหมายถึง ศาลเจ้าของผู้กล้าที่มีความซื่อตรง และซื่อสัตย์ และทุกปีในวัน17 ค่ำเดือน 6 ตามปฏิทินจีน อันตรงกับวันแห่งการสูญเสีย ชาวบ้านกะทู้ และชาวจีนในภูเก็ต จะพากันมาเซ่นไหว้ ดวงวิญญาณที่ศาลแห่งนี้

(ที่มา: phuketindex.com)

The Bing Kong Tong (Chinese: 秉公堂; pinyin: Bǐnggōng Táng) was one of the powerful Tongs in San Francisco’s Chinatown during the early 20th century. Since most, if not all, Chinatowns founded in the United States in the 19th century were founded by migrants from the province of Canton (Guangdong in mandarin Chinese, which is a spoken Chinese dialect different from that spoken by the Cantonese), many place names were transliterated from the Cantonese dialect. The word 堂, “tong” or “tong4”, here means “hall” and is not to be confused with 黨, “dong2”, which means gang or (political) party. Bing Kong Tong would be more accurately transliterated as “Bing2 Goong1 Tong4”, meaning “hall upholding justice”. Perhaps because many halls rivaled each other and had loyalists who would form gangs, it seems that the confusion has been perpetrated and perpetuated.
Known as the Bing Kong Tong Society (or Bing Kung Association in Seattle, Washington), the organization was one of the largest in California when the Hop Sing and Suey Sing Tongs allied against the Bing Kongs, instigating one of the most violent of the Tong wars in the United States. As the gang war continued, the numerous murders caught the attention of the press as the often gruesome slayings were detailed. Eventually an investigation headed by Santa Rosa, California, attorney Wallace L. Ware,[1] in cooperation with the District Attorney’s office, exposed the extent of the Bing Kongs influence throughout the Chinese American populations along the west coast and southwestern United States (as far as the conviction of four members for a Tong murder in Kingman, Arizona). Weakened by the decade long war against the rival Tongs as well as state authorities, the Bing Kongs would eventually merge as a powerful trade union, under the Association; Free Masons although it is suspected by federal and local law enforcement officials to still have remaining ties to organized crime. (source: wikipedia)

Anna Maria Island, Home of the Mermaids

จั่วหัวให้หนุ่มๆ ใจเต้นกันเล่นงั้นแหละ จริงๆแล้ว เกาะอันนามาเรีย (หรืออันนามาไรอา) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของอ่าวแทมป้า (Tampa Bay) ฟลอริด้า (ทางฝั่งอ่าวแม็กซิโก) เป็นที่ๆ ปลาพะยูนอพยพมาอยู่ในหน้าร้อน (ไม่รู้อพยพมาจากไหน) ทำไมถึงมีตำนานว่าปลาพะยูนคือนางเงือกก็ไม่รู้ได้ เพราะดูยังไงก็หน้าไม่เหมือนที่เราคุ้นเคยกัน ดูใกล้ๆ ทั้งผิวและหน้าก็เหมือนช้างน้อยน่ารักจริงๆ

นอกจากปลาพะยูนแล้ว เกาะนี้ยังมีนกน้ำและสัตว์น้ำสารพัด รวมทั้งเต่าทะเลซึ่งจะมาวางไข่บนชายหาด ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม

เกาะ นี้เหมาะสำหรับครอบครัวมาพักผ่อนเพราะทะเลเรียบ คลื่นไม่แรงเหมือนฝั่งตะวันออก น้ำทะเลอุ่นสบาย สามารถนอนลอยคอให้ปลาเล็กปลาน้อยตอดเล่น เหมือนกับ Fish Spa ได้เลย ยิ่งตอนสายๆ จะได้เห็นกายกรรมนกน้ำหลายหลาก เวลามันพุ่งตัวลงมาจับปลา ดูเหมือนเครื่องบินคาิมิคาเซ่ไม่มีผิด เพลินใจหาใดปาน

Anna Maria Island, sometimes called Anna Maria Key, is a barrier island on the coast of Manatee County, Florida in the United States. It is bounded on the west by the Gulf of Mexico, on the south by Longboat Pass (which separates it from Longboat Key), on the east by Sarasota Bay and Sarasota Pass, and on the north by Tampa Bay. Anna Maria Island is approximately seven miles long north to south.

A subspecies of the Indian Manatees (Sea Cows) are frequent summer visitors at Anna Maria Island. Also, from May through October in Florida, sea turtles come ashore to nest on the beaches. The entire island is a bird sanctuary, and pelicans, multiple types of cranes and herons, wild parrots, sand pipers, hawks, vultures, seagulls, and crows share the island with humans.