“The Mission” – ย่านละตินในซานฟรานซิสโก

 

ย่านมิชชั่น (เรียกตามชื่อของ มิชชั่นโดโลเรส ที่เก่าแก่ที่สุดแถบนี้ แต่ไม่ได้เข้าไปค่ะ) เพราะอยากไปถ่ายภาพอาร์ตตามกำแพงแถวนั้นมานานแล้ว นั่งรถเมล์สาย 22 จากฟิลมอร์ไปลงตรงแยกถนน 16 กับ วาเล็นเซีย พอไปถึงก็เหมือนกับหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ย่านนี้แม้ไม่หรูแต่ดูมีสีสันไปซะทุกมุม (เลยถ่ายแหลก 555) ความเก่า และร่องรอยของสีสันบนตึกเดิม ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราว ย่านนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเหมือนกัน สามสี่ปีให้หลังมานี่ ย่านนี้มีร้านอาหารกิ๊บเก๋ หรืออาจไม่เก๋แต่อร่อยและดังมาตั้งเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะทาเกเรีย (ประมาณร้านข้าวแกง) เม็กซิกัน เอลซัลวาดอร์ และชนชาิติละตินอื่นๆ มากมาย รวมถึงจีน เปรู เยอะแยะ แถมยังมีร้าน บาทเดียว โรงจำนำ ร้านโชว์ห่วยมากมาย เรียกได้ว่า เป็นสวรรค์ของคนชอบถ่ายภาพสตรีทอย่างมาก แม้ว่าต้องระวังตัวหน่อย คนดุ (มีคนขายของแบกะดินอยู่ตรงหน้าร้านแลกเช็ค ที่ไม่ยอมให้ถ่ายรูป ของต้องขโมยมาแหง — ลืมตัวไปต่อปากกะแก แล้วนึกได้ว่าเฮ้ย ถิ่นเค้า แล้วเลยรีบเดินจากไป อิอิอิ) ตามซอกซอย มีศิลปะเยอะแยะ แต่ต้องมองพื้นให้มาก อาจเจอกับระเบิดอุนจิได้ง่ายๆ หลังจากเดินมาทั้งวัน กำลังจะกลับบ้าน เพราะขาลากเต็มที เหลือบไปเห็นทาเกเรียร้านห้องแถวติดกับสถานีรถ BART คนเข้าแถวยาว ก็เข้าไปเมียงมอง เป็นคนไม่ชอบกินบูริโต้ (ข้าวผสมเนื้อ ถั่ว sour cream ข้าว ฯลฯ) แล้วอย่างอื่นๆ มันก็ใหญ่เหลือเกิน มองไปมองมา เอาน่ะ ลองดีกว่า สั่ง ทาโก้ มาสองอัน อย่างกรอบใส่เนื้อสเต็ค (ที่เรียกว่า คาเน อาซาด้า) sour cream กับผักสลัด กับอย่างไม่กรอบ ใส่ไก่ ผักชี หอม แล้วก็ราดซ้อส ทานกับ ทอร์ทีย่าชิปส์ กับ ซัลซ่าเผ็ดๆ กลั้วด้วย ฮอร์ชาต้า (นมเย็นเม็กซิกัน ทำด้วย นม ข้าว วานิลลากับซินนาม่อน) อร่อยมากกกกกก ลืมโลก พอออกจากร้านมาได้ทันชมดนตรีสดกลางถนน แถมมีคนเต้นแจมเป็นที่สนุกสนาน เป็นวันที่คุ้มค่าจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Bing Kong Tong – อั้งยี่ในแคลิฟอร์เนีย

ชาวจีนมีประวัติยาวนานในแถบอเมริกาตะวันตก โดยเฉพาะแถบซานฟรานซิสโก เบย์เอเรีย ที่เป็นเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่สมัยขุดทองในช่วงปลายทศวรรษที่ 1840 (ช่วงพ.ศ. 2383 ช่วงสมัยรัชกาลที่ 4) โดยเข้ามาเป็นแรงงานเหมืองทอง และต่อมาในการสร้างทางรถไฟสายข้ามทวีป (Transcontinental Railroad/ Pacific Railroad)

เพิ่งได้ไปเจอเมืองเล็กๆ ชื่อ ไอเอิลตั้น (Isleton) แถบในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำซาคราเมนโต้ (The Delta) ไม่ไกลจากซานฟรานซิสโก เป็นที่ที่ชาวจีนเคยอาศัยกันมาก เห็นว่าไฟไหม้หลายหน จนในที่สุดสร้างบ้านกันด้วยสังกะสี แล้วก็บังเอิญได้เห็นอาคารที่เตะตามากอาคารนี้ ที่ค้นพบว่าเป็นที่ตั้งของสมาคมอั้งยี่แก๊งบิงกงตง (Bing Kong Tong) ซึ่งเป็นแก๊งที่มีอิทธิพลมากในไชน่าทาวน์ซานฟรานซิสโกช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั่วแคลิฟอร์เนีย

Bing Kong Tong Building, Isleton, California

อั้งยี่ในเมืองไทย

ในจดหมายเหตุของไทยใช้คำเรียกอั้งยี่ต่างกันตามสมัยแต่ความไม่ตรงกับที่จริงทั้งนั้น จึงจะแทรกคำอธิบายเรียกต่างๆลงตรงนี้ก่อน ชื่อของสมาคมที่ตั้งในเมืองจีนแต่เดิมเรียกว่า “เทียนตี้หวย” แปลว่า “ฟ้า ดิน มนุษย์” หรือเรียกโดยย่ออีกอย่างหนึ่งตามภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า “ซาฮะ” แปลว่า องค์สาม เป็นนามของอั้งยี่ทุกพวก ครั้นอั้งยี่แยกกันเป็นหลายกงสี จึงมีชื่อกงสีเรียกต่างกัน เช่น งี่หิน ปูนเถ้าก๋ง งี่ฮก ตั้งกงสี ชิวลิกือ เป็นต้น คำว่าอั้งยี่ แปลว่า “หนังสือแดง” ก็เป็นแต่ชื่อกงสีอันหนึ่งเท่านั้น

ยังมีชื่อเรียกสำหรับตัวนายอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่เป็นหัวหน้าอั้งยี่ในถิ่นอันหนึ่งรวมกันทุกกงสี เรียกตามภาษาฮกเกี้ยนว่า “ตั้วกอ” ตามภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า “ตั้วเฮีย” แปลว่าพี่ใหญ่ ผู้เป็นหัวหน้ากงสีเรียกว่า “ยี่กอ” หรือ “ยี่เฮีย” แปลว่าพี่ที่สอง ตัวนายรองลงมาเรียกว่า “ซากอ” หรือ “ซาเฮีย” แปลว่าพี่ที่สาม ในจดหมายเหตุของไทยเดิมเรียกพวกที่เข้าสมาคมเทียนตี้หวยทั้งหมดว่า “ตั้วเฮีย” มาจนรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนคำว่า “ตั้วเฮีย” เรียก “อั้งยี่” ในที่นี้ขอเรียกอั้งยี่มาแต่ต้นเพื่อให้สะดวกแก่ท่านผู้อ่าน

อั้งยี่แรกขึ้นมีในเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ ๓ มูลเหตุที่จะเกิดอั้งยี่นั้น เนื่องมาแต่อังกฤษเอาฝิ่นอินเดียเข้าไปขายในเมืองจีนมากขึ้น พวกจีนตามเมืองชายทะเลพากันสูบฝิ่นติดแพร่หลาย จีนเข้ามาหากินในเมืองไทย ที่เป็นคนสูบฝิ่นก็เอาฝิ่นเข้ามาสูบกันแพร่หลายกว่าแต่ก่อน เลยเป็นปัจจัยให้มีไทยสูบฝิ่นมากขึ้น แม้จนผู้ดีที่เป็นเจ้าและขุนนางพากันสูบฝิ่นติดก็มี ก็ในเมืองไทยมากฎหมายห้ามมาแต่ก่อนแล้วมิให้ใครสูบฝิ่ หรือซื้อฝิ่นขายฝิ่น เมื่อปรากฏว่ามีคนสูบฝิ่นขึ้นแพร่หลายเช่นนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงดำรัสสั่งให้ตรวจจับฝิ่นตามกฎหมายอย่างกวดขัน แต่พวกจีนและไทยที่สูบฝิ่นมีมากก็จำต้องลอบหาซื้อฝิ่นสูบ เป็นเหตุให้คนลอบขายฝิ่นขึ้นราคาขายได้กำไรงาม จึงมีพวกค้าฝิ่นด้วยตั้งอั้งยี่วางสมัครพรรคพวกไว้ตามหัวเมืองชายทะเลที่ไม่มีการตรวจตรา คอยรับฝิ่นจากเรือที่มาจากเมืองจีนแล้วเอาปลอมปนกับสินค้าอื่นส่งเข้ามายังกงสีใหญ่ ซึ่งตั้งขึ้นตามที่ลี้ลับในหัวเมืองใกล้ๆกรุงเทพฯ ลอบขายฝิ่นเป็นรายย่อยเข้ามายังพระนคร ข้าหลวงสืบรู้ก็ออกไปจับ ถ้าซ่องไหนมีพรรคพวกมากก็ต่อสู้จนถึงเกิดเหตุรบพุ่งกันหลายครั้ง มีปรากฏในหนังสือพงศาวดารว่า
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ เกิดอั้งยี่ในแขวงจังหวัดนครชัยศรี และจังหวัดสมุทรสาคร แต่ปราบปรามได้โดยไม่ต้องรบพุ่งครั้งหนึ่ง ต่อนั้นมา ๒ ปี ถึง พ.ศ. ๒๓๘๗ พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นที่ในป่าแสมริมชายทะเล ณ ตำบลแสมดำ ในระหว่างปากน้ำบางปะกงกับแขวงจังหวัดสมุทรปราการต่อสูเจ้าพนักงานจับฝิ่น ต้องให้กรมทหารปากน้ำไปปราบ ยิงพวกอั้งยี่ตายหลายคน และจับหัวหน้าได้ อั้งยี่ก็สงบลงอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาอีก ๓ ปี ถึง พ.ศ. ๒๓๙๐พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นขึ้นอีกที่ตำบลลัดกรุด แขวงเมืองสมุทรสาคร ครั้งนี้พวกอั้งยี่มีพรรคพวกมากว่าแต่ก่อน พระยาพลเทพ(ปาน)ซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานจับฝิ่น ออกไปจับเองถูกพวกอั้งยี่ยิงตาย จึงโปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาพระคลังคุมกำลังไปปราบ ฆ่าพวกอั้งยี่ตายประมาณ ๔๐๐ คน และจับหัวหน้าได้จึงสงบ

ปราบพวกอั้งยี่ที่ลัดกรุดได้ไม่ถึงเดือน พอเดือน ๕ พ.ศ. ๒๓๙๑ พวกอั้งยี่ก็กำเริบขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทรา คราวนี้ถึงเป็นกบฏ ฆ่าพระยาวิเศษลือชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาย แล้วพวกอั้งยี่เข้ายึดป้อมเมืองฉะเชิงเทราไว้เป็นที่มั่น โปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ยกพลจากเมืองสมุทรสาครไปปราบ พวกอั้งยี่ที่เมืองฉะเชิงเทราต่อสู่พ่ายแพ้ พวกจีนถูกฆ่าตายกว่า ๓,๐๐๐ คน อั้งยี่เมืองฉะเชิงเทราจึงสงบ ต่อมาอีก ๒ ปีก็สิ้นรัชกาลที่ ๓

ที่มา: atcloud.com

กบฏอั้งยี่ในภูเก็ต และ หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง

จากการที่เมืองภูเก็ตมีชาวจีนมาอยู่อาศัยมาก ทำให้มีสมาคมลับหรือ “อั้งยี่” เกิดขึ้น โดยแบ่งเป็น สองพวกใหญ่ คือ กลุ่มปุนเถ้าก๋ง มีอิทธิพลอยู่ในบ้านกะทู้ ซึ่งเป็นแหล่งทำเหมือง ที่มีชาวจีนอยู่มาก และอีกพวกหนึ่งคือ กลุ่มเกี้ยนเต็ก มีเขตอิทธิพลอยู่ในตัวตลาดเมืองภูเก็ต ซึ่งอั้งยี่ทั้งสองกลุ่ม เป็นศัตรูคู่อริที่มักก่อเหตุวุ่นวายอยู่เนืองๆ โดยก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง ครั้งใหญ่สามครั้งด้วยกัน คือเหตุการณ์จลาจลครั้งแรก เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2410 พวกอั้งยี่ทั้งสองกลุ่ม ได้ยกพวกฆ่าฟันกัน เพื่อแย่งชิงสายน้ำล้างแร่ จนกลายเป็นจลาจล ข้าหลวงส่วนกลาง ต้องเข้าระงับเหตุและปราบปราม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รัฐบาล ต้องเลี้ยงอั้งยี่ คือเลือกคนจีนที่มีพรรคพวกนับถือมากตั้งเป็น “หัวหน้าต้นแซ่” ควบคุมดูแลคนของตน และหากคนของตน คับข้องใจต้องการร้องทุกข์ หัวหน้าต้นแซ่ จะเป็นผู้เสนอคำร้องนั้น ให้แก่ทางการต่อไป

ต่อมาในปี พ.ศ.2419 ได้เกิดเหตุจลาจลขึ้นอีกครั้งการ โดยครั้งนี้เป็นการจลาจลครั้งใหญ่ เกิดจากอั้งยี่ปุนเถ้าก๋ง ไม่พอใจที่นายเหมือง ไม่จ่ายค่าแรง เนื่องจากภาวะราคาดีบุกตกต่ำ ประกอบกับมีความแค้นเคืองเจ้าเมืองเป็นทุนเดิม จึงได้มีการรวบรวมสมัครพรรคพวกกว่า 2,000 คน ก่อการกบฏ เข้าล้อมศาลากลาง และมีการปล้น-ฆ่าราษฎรไทย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ เกินกำลัง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองในท้องถิ่น จะควบคุมได้ ต้องขอกำลังจากส่วนกลาง มาสนับสนุน ระหว่างที่รอ กองกำลังส่วนกลาง หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง ได้เป็นที่พึ่งให้แก่ชาวบ้าน ในการต่อสู้กับ พวกอั้งยี่ โดยท่านได้มอบผ้าประเจียดสีขาวให้ชาวบ้านทุกคนโพกหัว เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ ในการต่อสู้ จนพวกอั้งยี่เรียกพวกชาวบ้านว่า “พวกหัวขาว”  จนในที่สุดชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ ก็สามารถปราบอั้งยี่ ได้สำเร็จ รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าพระราชทาน สมณศักดิ์แก่หลวงพ่อแช่ม เป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี ซึ่งท่านเป็นที่เคารพเลื่อมใส ของชาวภูเก็ตตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยหลวงพ่อแช่มไม่เพียงเป็นที่เคารพนับถือ ของคนภูเก็ตเท่านั้น ชาวมาเลเซีย และปีนัง ก็ให้ความเคารพศรัทธาท่านด้วย เมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อนใด ก็พากันมาบนบาน ให้หลวงพ่อช่วยเหลือเสมอ

เหตุวิวาทรุนแรงครั้งสุดท้ายของพวกอั้งยี่ เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2422 โดยพวกอั้งยี่เกี้ยนเต็ก หลอกพวกอั้งยี่ปุนเถ้าก๋งมากินเลี้ยง แล้วมอมเหล้าและฆ่าจุดไฟเผาทั้งเป็น นับร้อยคนในวัน 17 ค่ำเดือน 6 ตามปฏิทินจีน ซึ่งต่อมาชาวกะทู้รุ่นหลัง ได้ฝันเห็นวิญญาณเหล่านี้ พากันมาร้องขอที่อยู่อาศัย จึงได้ร่วมใจกันจัดหาที่ดินในบริเวณหมู่ 4 ตำบลกะทู้ สร้างศาลเจ้าขึ้น เพื่อเป็นที่สถิต ของดวงวิญญาณเหล่านั้น โดยทำซินจู้หรือแผ่นป้ายชื่อผู้ตายในคราวนั้น ตั้งไว้ในศาล แทนรูปเทพเจ้าต่างๆ พร้อมกับขนานนามศาลแห่งนี้ว่า “ศาลเจ้าต่องย่องสู” อันมีความหมายถึง ศาลเจ้าของผู้กล้าที่มีความซื่อตรง และซื่อสัตย์ และทุกปีในวัน17 ค่ำเดือน 6 ตามปฏิทินจีน อันตรงกับวันแห่งการสูญเสีย ชาวบ้านกะทู้ และชาวจีนในภูเก็ต จะพากันมาเซ่นไหว้ ดวงวิญญาณที่ศาลแห่งนี้

(ที่มา: phuketindex.com)

The Bing Kong Tong (Chinese: 秉公堂; pinyin: Bǐnggōng Táng) was one of the powerful Tongs in San Francisco’s Chinatown during the early 20th century. Since most, if not all, Chinatowns founded in the United States in the 19th century were founded by migrants from the province of Canton (Guangdong in mandarin Chinese, which is a spoken Chinese dialect different from that spoken by the Cantonese), many place names were transliterated from the Cantonese dialect. The word 堂, “tong” or “tong4”, here means “hall” and is not to be confused with 黨, “dong2”, which means gang or (political) party. Bing Kong Tong would be more accurately transliterated as “Bing2 Goong1 Tong4”, meaning “hall upholding justice”. Perhaps because many halls rivaled each other and had loyalists who would form gangs, it seems that the confusion has been perpetrated and perpetuated.
Known as the Bing Kong Tong Society (or Bing Kung Association in Seattle, Washington), the organization was one of the largest in California when the Hop Sing and Suey Sing Tongs allied against the Bing Kongs, instigating one of the most violent of the Tong wars in the United States. As the gang war continued, the numerous murders caught the attention of the press as the often gruesome slayings were detailed. Eventually an investigation headed by Santa Rosa, California, attorney Wallace L. Ware,[1] in cooperation with the District Attorney’s office, exposed the extent of the Bing Kongs influence throughout the Chinese American populations along the west coast and southwestern United States (as far as the conviction of four members for a Tong murder in Kingman, Arizona). Weakened by the decade long war against the rival Tongs as well as state authorities, the Bing Kongs would eventually merge as a powerful trade union, under the Association; Free Masons although it is suspected by federal and local law enforcement officials to still have remaining ties to organized crime. (source: wikipedia)

Silver Lining

แม้ฟ้าหม่นก็อย่าทนกมลไหม้ 
จงมองหาความยองใยในเมฆฝน
สีเงินยวงประกายพร่างอย่างน่ายล 
ละอองฝนที่โปรยปรายซ่อนสายรุ้ง
Though outwardly a gloomy shroud, 
The inner half of every cloud Is bright and shining: 
I therefore turn my clouds about 
And always wear them inside out To show the lining. 
 ~Ellen Thorneycroft Fowler~

Road Trip: The Redwood Highway

Road Trip: The Redwood Highway

In 1912, it took at least two days and a ferry ride to drive from San Francisco to the giant redwoods of northern Mendocino County, traversing some 160 miles of deeply rutted switchbacks and radiator-busting hills. Today, thanks to the Redwood Highway—the northern stretch of U.S. Route 101, which turns 101 this year—in four hours you can get to a tree big enough to drive through. But slow down. Now, as then, the road to (and through) some of the world’s tallest trees is best experienced as a pilgrimage with adventure-worthy way stations. Here are a few of the new and old-time treasures worth pausing for. (All are in area code 707.)

  • Solar Living Center Born in the 1970s as a supply shop for back-to-the-landers, this sprawling collective, on the east side of Highway 101 in Hopland, has become mainstream green—while still a source of solar power equipment, advice, and inspiration. Visiting kids love the playground’s solar-powered water feature and carousel—where else can they ride a spawning salmon? The hay bale–insulated homes, demonstration gardens, and informational displays impress even non-hippie grown-ups. Shop for 300-count organic cotton sheets, solar-powered coolers, and camping ovens among hundreds of eco-themed books, games, and unusual gifts. 13771 S. Hwy. 101, Hopland, 472-2450, solarliving.org.
  • Grace Hudson Museum Head into downtown Ukiah, near the intersection of South State Street and Clay to explore the bohemian family life of successful 19th-century artist Grace Hudson and her physician-anthropologist husband, John. Today the engaging museum’s collection of intricate Pomo baskets is prized at least as highly as Grace’s paintings of her Pomo neighbors. 431 S. Main St., Ukiah, 467-2836, www.gracehudsonmuseum.org.
  • Montgomery Woods State Reserve From the Hudson museum in Ukiah, continue north on State Street to Orr Springs Road, then turn left. The world’s seventh-tallest tree is said to live among these never-logged redwoods, 15 curvy miles northwest of downtown. A few miles of well-tended, fern-fringed trail loop through a boneyard of ancient, hollowed-out redwoods ringed by a cathedral of offspring 300 feet tall. New facilities including picnic tables, parking, and a bathroom were just completed in fall 2010. 937-5804, parks.ca.gov.
  • Hot springs On the road back to 101 from Montgomery Woods you’ll pass on the right Orr Hot Springs, a rustic, clothing-optional resort with shade gardens, a communal kitchen and camping area, and a couple of private cottages and yurts, along with the soaking tubs. 13201 Orr Springs Rd., Ukiah, 462-6277. Call for prices. History buffs and those who like their public soaks swimsuit-mandatory may prefer Vichy Springs Resort, a 5-minute drive into the eastern hills from downtown Ukiah along Vichy Springs Road. It has updated rooms and cottages along a creek, plus a pool big enough to swim laps. The main draw: naturally carbonated hot springs and soaking tubs. Nineteenth-century notables including Teddy Roosevelt, Mark Twain, and Jack London enjoyed soaking here, too. Rooms from $105 for AAA members (ask for the February special). 2605 Vichy Springs Rd., Ukiah, 462-9515, vichysprings.com.
  • Ridgewood Ranch: Home of Seabiscuit Christ’s Church of the Golden Rule now owns this oak-shaded ranch south of Willits, where legendary 1930s thoroughbred Seabiscuit trained and is buried. Two Saturday mornings a month, from June through October, horseracing fans can visit his restored stud barn and training grounds and meet a few of Seabiscuit’s descendants in a docent-led tour; free guided nature walks are offered in spring. Call or check the Web site for dates and to make reservations. 459-5992, seabiscuitheritage.org.
  • Mendocino County Museum/Roots of Motive Power In downtown Willits, turn east off 101 onto Commercial Street. Exhibits include treasure from a 19th-century sailing ship wrecked off the Mendocino coast, a re-created local diner from the 1930s, and a hippie van from the ’70s complete with velvet-draped bed, Turkish rugs, and a stuffed boar’s head. The attached steam/diesel machine museum and library offer tours of mighty locomotives and logging equipment. 400 E. Commercial St., Willits, 459-2736, mendocinomuseum.org and rootsofmotivepower.com.
  • Chandelier Drive-Thru Tree Willits calls itself the “Gateway to the Redwoods,” but Leggett, 45 miles up the Redwood Highway, may hold a firmer claim. In the 1930s, one Leggett resident and his friends chiseled a hole in a 315-foot redwood that’s big enough (just barely) to drive through in a Ford Escape. Stock up on redwood tchotchkes in the gift shop—pen sets, yo-yos, music boxes, earrings, and so on—or buy a living redwood seedling. 67402 Drive Thru Tree Rd., Leggett, 925-6363, drivethrutree.com.
  • The Peg House Whether you turn for home here or head north into the really big woods, this general store and café, built in the 1960s with hand-hewn beams and without nails, is the place to stop for espresso, grilled tri-tip sandwiches, maté tea, and fresh-baked “mookies” (muffin-cookies). Across the road from Standish-Hickey State Recreation Area in Leggett. 925-6444, thepeghouse.net.

Photography by Peter Buranzon

Link: www.viamagazine.com