Serendipity – ปาฏิหารย์ที่ปลายรุ้ง

“หากเจ้าอยากเจอขุมทรัพย์ เจ้าจะต้องเดินทางตามลางที่เจ้าพบ พระเจ้าทรงเตรียมหนทางแก่ทุกคนไว้แล้ว เจ้าเพียงอ่านลางที่พระองค์ทรงทิ้งไว้ก็พอ” รวมถึง “อย่าลืมว่าทุกสิ่งที่เจ้าพบพาน ล้วนเป็นสิ่งหนึ่งของสิ่งสิ่งเดียว และอย่าลืมภาษาแห่งลางสังหรณ์ เหนือสิ่งอื่นใด อย่าละทิ้งชะตากรรมของเจ้า จนกว่าเจ้าจะบรรลุถึงจุดสุดท้ายแห่งชะตากรรมนั้น… 
 สรรพสิ่งทั้งมวลล้วนเป็นหนึ่งเดียว… ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วน “มีสายโซ่ลี้ลับซึ่งเชื่อมสิ่งหนึ่งเข้ากับอีกสิ่งหนึ่ง” กระนั้น ภาษาที่มนุษย์ใช้กลับมีมากมายหลายหลาก นี้เอง จึงน่าจะมี “ภาษาบางอย่างที่ไม่ต้องพึ่งพาถ้อยคำ” อยู่ เป็น “ภาษาสากล” ที่เป็นสื่อกลางระหว่างทุกสรรพสิ่งในโลก ทั้งมนุษย์ ก้อนหินดินทราย สายน้ำ สายลม หรือแม้กระทั่งท้องฟ้า เพราะ “ทุกสิ่งบนพื้นโลก ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุ ผัก สัตว์ กระทั่งความคิด ต่างก็มีวิญญาณ…สรรพสิ่งในโลกอยู่ในภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะโลกมีชีวิต…และมีวิญญาณ” ฉะนั้น “ผู้ที่เข้าใจวิญญาณนี้ก็จะเข้าใจภาษาของสรรพสิ่ง…ดังนั้น การที่ผู้มีไฟฝันจะมองเห็น “ลาง” แห่งพระผู้เป็นเจ้า จึงจำเป็นต้องเข้าใจ “ภาษาสากล” หรือ “ภาษาแห่งพิภพ” ที่ทุกสรรพสิ่งในโลกใช้สนทนากัน เพราะ “ลาง” แห่งพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้มาทางคำพูด แต่มาทางเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต 
 มนุษย์ล้วนมีความฝัน และเราสามารถไปถึงฝันได้หากเรามีรัก และด้วยนัยเดียวกัน หากเรามีรัก เราย่อมมีฝันที่ดีงาม และสร้างปาฏิหาริย์ให้ฝันอันดีงามของเราผลิบานได้ ดังจากตัวบทที่ว่า “เมื่อท่านเป็นที่รัก ท่านสามารถสร้างสรรค์สิ่งใดก็ได้ เมื่อท่านเป็นที่รัก ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะทุกอย่างบังเกิดขึ้นในตัวท่าน และไม่ว่าใครก็สามารถเปลี่ยนร่างของเขาให้เป็นสายลม แต่เขาจะทำได้ก็ต้องด้วยความช่วยเหลือจากสายลม…
ดังนี้แล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า เมื่อเรามีรักแบ่งปันสู่สรรพสิ่ง สรรพสิ่งย่อมช่วยเราไปสู่ฝัน และเป็นการเดินตามฝันของเรานั่นเอง ที่จะทำให้สรรพสิ่งหรือโลกวิวัฒน์ไปสู่ความเป็นอารยะแห่งจักรวาลอันเป็นพระ ประสงค์แห่งพระผู้เป็นเจ้า เฉกเช่นความรักของเด็กหนุ่ม ที่นำเขาไปสู่การ “…หยั่งถึงบรมจิตแห่งพิภพ และพบว่ามันคือส่วนหนึ่งของพระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า เขาได้เรียนรู้ว่าพระวิญญาณของพระองค์ ก็คือวิญญาณของเขาด้วย และเขา เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้”

Serendipity

Twisting,
Turning,
Spiraling out of control, we toil life’s perilous path
A path that leads where we know not
Pondering the journey of life, we question a higher power, devise trails that dissolve before our eyes… we cogitate a scheme while wandering the universe divine, only to shift focus and wish upon a star
Tumbling,
Falling,
Flipping head over hills in lust and love, devoting loyalty to each other we gather momentum in our monocratic lives, dressing ourselves in pretenses of what we wish others to see
Escaping realities by musing dreamlessly, wasting precious moments of life indulging our egos
Then
“Serendipity”
We find something else entirely
Something, wonderfully unexpected
Life, a venerable timeworn existence, no longer rusting, but finely patinaed

เกริ่น

วันนี้เป็นวันคริสต์มาส ที่ตามคติของคริสตศาสนาคือวันที่พระเยซู พระบุตรของพระเจ้า หรือพระมหาไถ่ประสูติมาในโลกนี้* เพื่อไถ่บาปให้ก่มนุษย์ ด้วยความรักของพระเจ้าที่มให้มนุษย์แม้ว่าพวกเขาจะละทิ้งพระองค์เพียงใด วันคริสต์มาส จึงเป็นสัญลักษณ์ของ ความรัก และการเสียสละ  ดังนั้นในช่วงเทศกาลนี้ ไม่ว่าเราจะถือศาสนาอะไร ก็เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะแสดงความรักต่อคนอื่นๆ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสกว่าเราตามอัตภาพ หรือแม้แต่ลดความเห็นแก่ตัวโดยการลงมือทำอะไรเพื่อคนอื่น (ที่จริง ไม่ต้องรอเทศกาล ทำได้ตลอดอย่างสม่ำเสมอก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดีใหญ่ แต่คนที่ยังทำไม่ได้เป็นประจำ อย่างน้อย ทำในช่วงเทศกาลก็ยังดี)  ศาสนาพุทธกอนให้เราทำบุญทำทานอยู่เสมอ ซึ่งก็เป็นกุศโลบายที่ทำให้เราลดความเห็นแก่ตัวลง

การทำเพื่อผู้อื่น ลดความเห็นแก่ตัว ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมาหารไปถวายพระ การยิ้มแย้มแจ่มใสทักทายคนแปลกหน้า ทำให้เขาเกิดความสุข การให้ของขวัญ หรือ ส.ค.ส. ก็คือการแสดงความรักต่อเพื่อนร่วมโลกนั่นเอง  การทำเช่นนี้ให้ผลบุญกุศลแก่ผู้ทำทันตาเห็น ไม่ต้องรอชาติหน้า เพราะการส่งความสุขและความรักให้กับคนอื่น ความสุข ความปิตนั้นก็สะท้อนกลับมาหาตัวเราในทันที  เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็คงแซ่ซ้องสาธุการให้แก่เรา

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นกับตัวเอง เมื่อวันก่อนหลังจากทำขนมไปถวายพระที่วัด รับพรเสร็จสรรพ ขับรถขึ้นไปทางเหนือ ก็ได้เห็นสายรุ้งปรากฏแก่ตา ทางทิศอิสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ – ซึ่งเป็นทิศเกี่ยวพันกับวิสัยทัศน์ ความรู้ภูมิปัญญา) เป็นอัศจรรย์ (อิอิ เขียนแบบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หน่อยนะ) ด้วยความที่ไม่ได้เห็นสายรุ้งมานานมากๆ แล้ว ประกอบกับช่างเป็นลางดี ในวันดีๆ จึงตื่นเต้นเป็นพิเศษ คว้าโทรศัพท์มือถือมาจับภาพไว้ได้** พร้อมหัวใจที่พองโต

หลังจากนั้นก็ดำเนินชีวิตไปเป็นปกติ จนกระทั่งเมื่อวานนี้ Christmas Eve แวะไปซื้อเสบียงและเหล้ายาปลาปิ้งที่ร้านของชำ ปรากฏว่าคนที่เช็คเอ้าท์เคาน์เตอร์ขอดูใบขับขี่ (เวลาซื้อเหล้าต้องอายุ 21 ขึ้นไป) !!!!! ฉันถึงกับอ้าปากหวอ ไม่เชื่อหู — พลางลนลานค้นกระเปาใบใหญ่ พร้อมกับบอกคนสาวสวยในหมวกซานตาคล้อสว่า 

“หา นี่เธอพูดจริงเหรอ ชั้นน่ะ ไม่มีใครถามขอ ID มานานจนจำไม่ได้แล้วนะ”

สาวเจ้าบอกพลางยิ้มกว้าง “ถามจริ๊ง ไม่น่าเป็นไปได้” แล้วเราก็หัวเราะประสานเสียงกันครื้นเครง ขณะที่ฉันบอกเธอว่า

“นี่นะ ชั้นต้องไปจดบันทึกไว้เลย สำหรับชั้น นี่ถือว่าเป็นลางดีมากๆ ฮ่าๆๆๆๆ”

เราบอกอวยพรส่งความสุขให้กัน ก่อนที่ฉันจะเดินยิ้มกริ่มอยู่คนเดียว ไม่ได้ดีใจแบบหลงตัวเองอะไร แต่ความไม่คาดฝันของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้เพียงเป็นเหตุการณ์เล็กๆ มันก็ตลกและทำให้มีความสุขแบบเดียวกับเวลาเราเห็นรอยยิ้มของลูกหมา หรือปุยเมฆขาวบนท้องฟ้าสีสด

นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า ผลบุญกุศลไม่ว่าจะในรูปแบบไหนๆ ทำให้หน้าอ่อนลงได้หลายสิบปี เอิ้กกกกกกกกก

 ————————

* มายเหตุ: จริงๆแล้วพระเยซูน่าจะไม่ได้ประสูติวันนี้แต่ว่าคริสต์จักรประกาศให้เป็นวันนี้ จะได้ให้สอดคล้องกับเทศกาลเฉลิมฉลองของหลายๆ วัฒนธรรมในโลก

** ขับรถอยู่ กดภาพไปส่งๆ เพราะมือถือไม่ได้ภาพแบบตาเห็น ในความจริง ณ มุมที่เห็น สายรุ้งเป็นสีเข้มมาก และใหญ่โต จนต้องอุทานออกมาดังๆ ด้วยความตื่นเต้น — พอเอามาคร้อป แล้วใช้ app หลากหลายโปรเซสมัน ออกมาหน้าตาเหมือนภาพเขียนเลย ยิ่งชอบใหญ่เลย อิอิอิ

ลาง

เหตุการณ์ที่เล่ามาทำให้นึกขึ้นมาถึงหนังสือของนักเขียนชาวบราซิล เปาโล โคเอโย (Paulo Coelho) เรื่อง The Alchemist (1988) หรือ O Alquimista (ชื่อในภาษาโปรตุกีส) หรือในชื่อภาษาไทยว่า ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน ที่ว่าด้วยเรื่องราวการเดินทางตามหาขุมทรัพย์ของเด็กหนุ่มนาม ซานติเอโก ผู้เดินทางข้ามทะเลทรายสู่ปิรามิด ซึ่งระหว่างทางเขาต้องพบเจอเรื่องราวหลายหลากให้เรียนรู้ ผู้คนมากหน้าหลายตาให้รู้จัก และอุปสรรคปัญหาสารพัดให้มุ่งมั่นฟันฝ่า

ในเรื่องเต็มไปด้วยแง่คิดและปรัชญา อ่านครั้งไหน ก็ได้ข้อคิดใหม่ๆ ทุกครั้ง — ที่สำคัญ มีการกล่าวถึง “ลาง” ในธรรมชาติ ที่เป็นเหมือนลายแทงขุมทรัพย์ (สู่ปัญญา สู่การตรัสรู้ รู้แจ้ง) ถ้าเราใส่ใจ และอ่านลางเหล่านั้นออก 

บังเอิญไปเจอบทความนี้ The Alchemist ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน เมื่อความรักสร้างปาฏิหาริย์… ี่เขียนไว้ได้ดีมากเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ เลยอยากจะคัดตอนที่สำคัญๆ มาลงไว้

The Alchemist มีแก่นคิดที่น่าสนใจในเรื่องความสัมพันธ์ของชีวิตมนุษย์กับโลก ด้วยการเสนอความคิดที่ว่า “การบรรลุชะตากรรมของตนคือพันธะที่แท้เพียงอย่างเดียวของมนุษย์” ซึ่ง ‘ชะตากรรม’ ในที่นี้ ก็คือ “สิ่งที่เจ้าอยากเป็น” อันคือความฝันของมนุษย์นั่นเอง

อนึ่ง ปัญหาหลักของมนุษย์ผู้มีฝันส่วนใหญ่ก็คือกลัวว่าตนจะไปไม่ถึงฝัน จนพานล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำตามฝันนั้นไปเสียสิ้น กระนั้น หนังสือก็บอกว่า “เมื่อเจ้าปรารถนาสิ่งใด จักรวาลทั้งมวลจะร่วมกันช่วยให้เจ้าบรรลุถึงสิ่งที่ปรารถนา” ซึ่งเมื่อพิจารณาควบคู่กับวลีที่ว่า “ทุกอย่างถูกลิขิตไว้แล้ว” (เป็นวลีสำคัญที่ปรากฏถี่มากในหนังสือ) ก็แปลความได้ว่า หากเราตั้งมั่นมุ่งไปตามความฝัน เราย่อมไปถึงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ขอเพียงอย่าเชื่อในคำโป้ปดที่ว่า “ณ บางจังหวะของชีวิต เราจะไม่สามารถจัดการสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราได้ และชีวิตก็จะถูกบงการโดยโชคชะตา นี่คือคำโป้ปดคำใหญ่ที่สุดในโลก” ซึ่งตรงจุดนี้ แปลความได้ว่า โชคชะตาไม่ใช่ตัวกำหนดชีวิตมนุษย์ ซึ่งอาจจะแลขัดกับวลี “ทุกอย่างถูกลิขิตไว้แล้ว” ก่อนหน้านั้น แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จะเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวบทหมายความถึง คือ ชีวิตมนุษย์ต้องขับเคลื่อนโดยตัวของมนุษย์เอง และชุดความคิดที่ว่า “ทุกอย่างถูกลิขิตไว้แล้ว” มีไว้สำหรับมนุษย์ผู้ขับเคลื่อนชีวิตของตนเพื่อไปสู่หมุดหมายแห่งความฝัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า ชุดความคิดที่ว่า “ทุกอย่างถูกลิขิตไว้แล้ว” นั้นถูกขับเคลื่อนโดยพลวัตของมนุษย์

เพราะ “พระเจ้าทรงเตรียมหนทางแก่ทุกคนไว้แล้ว” มิได้หมายความว่า พระเจ้าทรงกำหนดแล้วว่ามนุษย์ทุกคนต้องเดินไปทางไหน แต่ทรง ‘เตรียม’ หนทางไว้ รอให้มนุษย์ลุกขึ้น แล้วเดินไปตามทางที่ทรงเตรียมไว้ให้ เมื่อนั้นทุกอย่างก็จะถูกลิขิตไว้แล้ว แต่หากใครหมดฝัน ก็เท่ากับหันหลังให้ทางที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้นั่นเอง

แต่ ‘ทาง’ ของพระเจ้าหาใช่สร้างจากคอนกรีตหรือปูน แล้วมนุษย์ผู้มีไฟฝันจะมองเห็นทางนั้นได้อย่างไร? ในตัวบทกล่าวว่า “หากเจ้าอยากเจอขุมทรัพย์ เจ้าจะต้องเดินทางตามลางที่เจ้าพบ พระเจ้าทรงเตรียมหนทางแก่ทุกคนไว้แล้ว เจ้าเพียงอ่านลางที่พระองค์ทรงทิ้งไว้ก็พอ” รวมถึง “อย่าลืมว่าทุกสิ่งที่เจ้าพบพาน ล้วนเป็นสิ่งหนึ่งของสิ่งสิ่งเดียว และอย่าลืมภาษาแห่งลางสังหรณ์ เหนือสิ่งอื่นใด อย่าละทิ้งชะตากรรมของเจ้า จนกว่าเจ้าจะบรรลุถึงจุดสุดท้ายแห่งชะตากรรมนั้น”

อนึ่ง ประโยคที่ว่า “…ทุกสิ่งที่เจ้าพบพาน ล้วนเป็นสิ่งหนึ่งของสิ่งสิ่งเดียว” ก็คือข้อความย้ำชัดความเชื่อที่ว่า “สรรพสิ่งทั้งมวลล้วนเป็นหนึ่งเดียว” ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วน “มีสายโซ่ลี้ลับซึ่งเชื่อมสิ่งหนึ่งเข้ากับอีกสิ่งหนึ่ง” กระนั้น ภาษาที่มนุษย์ใช้กลับมีมากมายหลายหลาก นี้เอง จึงน่าจะมี “ภาษาบางอย่างที่ไม่ต้องพึ่งพาถ้อยคำ” อยู่ เป็น “ภาษาสากล” ที่เป็นสื่อกลางระหว่างทุกสรรพสิ่งในโลก ทั้งมนุษย์ ก้อนหินดินทราย สายน้ำ สายลม หรือแม้กระทั่งท้องฟ้า เพราะ “ทุกสิ่งบนพื้นโลก ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุ ผัก สัตว์ กระทั่งความคิด ต่างก็มีวิญญาณ…สรรพสิ่งในโลกอยู่ในภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะโลกมีชีวิต…และมีวิญญาณ” ฉะนั้น “ผู้ที่เข้าใจวิญญาณนี้ก็จะเข้าใจภาษาของสรรพสิ่ง…”

ดังนั้น การที่ผู้มีไฟฝันจะมองเห็น “ลาง” แห่งพระผู้เป็นเจ้า จึงจำเป็นต้องเข้าใจ “ภาษาสากล” หรือ “ภาษาแห่งพิภพ” ที่ทุกสรรพสิ่งในโลกใช้สนทนากัน เพราะ “ลาง” แห่งพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้มาทางคำพูด แต่มาทางเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต “ลาง” แห่งพระผู้เป็นเจ้าอาจมาในรูปผีเสื้อโบยบิน หรือการแตกหักของก้อนหิน แต่ “เพราะผู้คนพากันตื่นตาตื่นใจกับภาพและคำพูด ท้ายที่สุด พวกเขาจึงหลงลืมภาษาแห่งพิภพ”

แล้ว “ภาษาแห่งพิภพ” คืออะไร? ต่อคำถามนี้ เด็กหนุ่มได้ค้นพบคำตอบเมื่อได้พบกับ ฟาตีมา เด็กสาวแห่งทะเลทราย

“วินาทีนั้น…เขาสัมผัสบรมจิตแห่งพิภพที่ไหลแล่นไปทั่วร่าง เมื่อเขามองลึกเข้าไปในดวงตาดำขลับของเธอ และเห็นริมฝีปากที่ดูเหมือนจะแย้มยิ้ม เขาก็ตระหนักว่าเขาได้เรียนรู้ส่วนสำคัญที่สุดของภาษาที่ผู้คนทั่วโลกใช้ ร่วมกัน เป็นภาษาที่ทุกคนเข้าใจได้ด้วยหัวใจ นั่นคือความรัก…ในห้วงเวลาเช่นนั้น พวกเขาจะมั่นใจอย่างไม่เคยมั่นใจมาก่อนว่าทุกสิ่งที่บังเกิดขึ้นใต้ดวงตะวัน ดวงนี้ ล้วนถูกลิขิตโดยพระหัตถ์ของพระเจ้าองค์เดียวกัน เป็นพระหัตถ์ซึ่งให้กำเนิดความรัก และให้ดวงวิญญาณคู่แก่มนุษย์ทุกคนในโลก หากปราศจากความรัก ความฝันของมนุษย์ก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง”

 กล่าวโดยง่ายก็คือ เมื่อคนเรามีความรัก จิตใจเราย่อมอ่อนโยน มองโลกด้วยความละเอียดอ่อน พิจารณาทุกสิ่งด้วยจิตใจอันเมตตาการุญ เมื่อนั้นเอง ที่เราจะได้ยินเสียงเพลงของสายลม เสียงหัวเราะของสรรพสัตว์ การเคลื่อนไหวของเม็ดทราย ซึ่งคือ “ลาง” แห่งพระผู้เป็นเจ้า อันจะนำทางเราไปสู่ความฝันที่ปรารถนา และเข้าถึง “บรมจิตแห่งพิภพ” ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตัวบท คำคำนี้มีความหมาย ‘ใกล้เคียง’ กับ ‘ปรมาตมัน’ ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่เชื่อว่าปรมาตมันคือแหล่งพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สร้างโลกและมนุษย์ เปรียบได้กับ ‘พระผู้เป็นเจ้า’ หรือ ‘ธรรมชาติ’ ในความเชื่ออื่น ซึ่งปรมาตมันนี้จะแบ่งภาคออกเป็น ‘อาตมัน’ อันคือดวงวิญญาณที่สถิตอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวล และเมื่อจิตใจหรืออาตมันของเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง เมื่อถึงวาระอันควร อาตมันหรือจิตวิญญาณแห่งเราก็จะกลับไปรวมกับปรมาตมัน พระผู้เป็นเจ้า หรือธรรมชาติในที่สุด

ในตัวบทใช้คำว่า “บรมจิตแห่งพิภพ” ซึ่งเมื่อเรามีความรักต่อทุกสรรพสิ่ง จิตใจเราย่อมบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสราคะใดๆ ทั้งปวง เราย่อมเข้าถึง “บรมจิตแห่งพิภพ” และเมื่อนั้น เราย่อมเข้าใจทุกสรรพสิ่งในโลก ในจักรวาลทั้งหมด

ผู้ที่เข้าถึงบรมจิตแห่งพิภพ หรือที่ในหนังสือใช้คำว่า “นักแปรธาตุ” นั้น เมื่อเขาเริ่มเดินตามความฝันหรือค้นหาชะตากรรมแห่งตน เมื่อเขาผ่านการเดินทาง มีความรัก เข้าใจภาษาแห่งสรรพสิ่ง และเข้าถึงบรมจิตแห่งพิภพ เขาจะรู้ว่า ในโลก ในจักรวาลนี้ อะไรคือของจริง และอะไรคือของลวง อะไรที่สำคัญที่สุด และอะไรที่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เปรียบเทียบให้ง่ายก็ได้ว่า เหมือนการตรัสรู้ของศาสนาพุทธนั่นเอง

ซึ่งจุดนี้เอง คือเป้าประสงค์ขององค์พระผู้สร้างที่ทรงสร้างมนุษย์ ที่หากไม่มีมนุษย์อยู่ในโลกนี้ “ทองแดงก็จะเป็นแค่ทองแดง ตะกั่วก็จะเป็นแต่ตะกั่ว จริงอยู่ที่ว่าสรรพสิ่งต่างมีชะตากรรมของตนเอง แต่วันหนึ่ง สรรพสิ่งก็จะบรรลุถึงชะตากรรมนั้น สรรพสิ่งจึงจำต้องวิวัฒน์ไปสู่สิ่งอื่นที่ดีขึ้น และเพื่อมีชะตากรรมใหม่ จนถึงวันที่บรมจิตแห่งพิภพคือหนึ่งเดียวเท่านั้น”

“นี่คือเหตุผลที่การเล่นแร่แปรธาตุดำรงอยู่…เพื่อทุกคนจะมุ่งแสวงหาขุม ทรัพย์ของตน พบขุมทรัพย์ของตน และอยากจะเป็นในสิ่งที่ดีกว่าที่เขาเคยเป็นแต่ปางก่อน ตะกั่วจะทำหน้าที่ของมันจนกว่าโลกจะไม่ต้องการตะกั่วอีกต่อไป ถึงตอนนั้นตะกั่วก็ต้องแปรเป็นทองคำ
“นั่นคือสิ่งที่นักแปรธาตุทำ พวกเขาชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราปรารถนาจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าที่เราเป็นอยู่ สรรพสิ่งรอบตัวเราก็จะดีขึ้นด้วย”

กล่าวให้ง่ายก็คือ หากไม่มีมนุษย์ โลกนี้ก็จะย่ำอยู่กับที่ ตะกั่วจะเป็นตะกั่วอยู่วันยันค่ำ แต่ถ้ามีมนุษย์ และมนุษย์มีความฝัน (ซึ่งขยายความได้ว่า คือความปรารถนาจะเป็นในสิ่งที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ หรือความต้องการวิวัฒน์ไปข้างหน้า) เมื่อมนุษย์ขับเคลื่อนชีวิตตนไปสู่ความฝัน นั่นคือพลวัต อันจะส่งผลให้สิ่งรอบตัววิวัฒน์ตามไปด้วย ดังที่เปาโลใช้ ‘นักแปรธาตุ’ ‘ตะกั่ว’ และ ‘ทองคำ’ เป็นสัญลักษณ์แทนความหมายถึง ‘มนุษย์ผู้จะทำการเปลี่ยน’ ‘สิ่งธรรมดาหรือสามัญ’ ให้กลายเป็น ‘สิ่งที่มีคุณค่าหรือดีงาม’ นั่นเอง

ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรากลายเป็นนักแปรธาตุได้ ก็คือ ความรัก ดังที่กล่าวไปแล้ว “เพราะความรักไม่ใช่สิ่งซึ่งไม่แปรเปลี่ยนตลอดกาลเช่นทะเลทราย และไม่ใช่การท่องไปทุกหนแห่งเช่นสายลม ความรักไม่ใช่การมองทุกอย่างจากที่ห่างไกล…แต่ความรักคือพลังซึ่งเปลี่ยน แปลงและทำให้บรมจิตแห่งพิภพดีงามยิ่งขึ้นอีก เมื่อแรกที่ฉันพยายามสัมผัสบรมจิต ฉันคิดว่าบรมจิตแห่งพิภพคือสิ่งสมบูรณ์ แต่ต่อมา ฉันก็เห็นว่าบรมจิตก็เป็นเช่นสรรพสิ่งทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้น บรมจิตมีความปรารถนาและความกลัดกลุ้มรุ่มร้อน พวกเราต่างหากที่บำรุงเลี้ยงบรมจิตแห่งพิภพ และโลกที่เราอยู่อาจดีขึ้นหรือเลวลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าตัวเราดีขึ้นหรือเลวลง และตรงนี้เองที่อำนาจแห่งความรักมีความสำคัญ เพราะเมื่อเรามีความรัก เราก็จะพยายามเป็นในสิ่งที่ดีกว่าเดิม”

มนุษย์ล้วนมีความฝัน และเราสามารถไปถึงฝันได้หากเรามีรัก และด้วยนัยเดียวกัน หากเรามีรัก เราย่อมมีฝันที่ดีงาม และสร้างปาฏิหาริย์ให้ฝันอันดีงามของเราผลิบานได้ ดังจากตัวบทที่ว่า “เมื่อท่านเป็นที่รัก ท่านสามารถสร้างสรรค์สิ่งใดก็ได้ เมื่อท่านเป็นที่รัก ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะทุกอย่างบังเกิดขึ้นในตัวท่าน และไม่ว่าใครก็สามารถเปลี่ยนร่างของเขาให้เป็นสายลม แต่เขาจะทำได้ก็ต้องด้วยความช่วยเหลือจากสายลม”

ดังนี้แล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า เมื่อเรามีรักแบ่งปันสู่สรรพสิ่ง สรรพสิ่งย่อมช่วยเราไปสู่ฝัน และเป็นการเดินตามฝันของเรานั่นเอง ที่จะทำให้สรรพสิ่งหรือโลกวิวัฒน์ไปสู่ความเป็นอารยะแห่งจักรวาลอันเป็นพระ ประสงค์แห่งพระผู้เป็นเจ้า เฉกเช่นความรักของเด็กหนุ่ม ที่นำเขาไปสู่การ “…หยั่งถึงบรมจิตแห่งพิภพ และพบว่ามันคือส่วนหนึ่งของพระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า เขาได้เรียนรู้ว่าพระวิญญาณของพระองค์ ก็คือวิญญาณของเขาด้วย และเขา เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้”

ทั้งหมดทั้งมวล จึงอาจกล่าวได้ว่า The Alchemist คือคำบอกเล่าถึงการเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของชีวิตมนุษย์ ที่แม้จะแลดูซับซ้อนและเข้าใจยาก กระนั้น สิ่งที่เด็กหนุ่มค้นพบ ก็เป็นสัจธรรมที่แสนจะเรียบง่าย ทว่าทรงพลังอย่างที่สุด

เพราะมันคือพลานุภาพแห่งรักของมนุษย์คนหนึ่ง ที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์อันดีงามให้แก่โลกได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *