Bing Kong Tong – อั้งยี่ในแคลิฟอร์เนีย

ชาวจีนมีประวัติยาวนานในแถบอเมริกาตะวันตก โดยเฉพาะแถบซานฟรานซิสโก เบย์เอเรีย ที่เป็นเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่สมัยขุดทองในช่วงปลายทศวรรษที่ 1840 (ช่วงพ.ศ. 2383 ช่วงสมัยรัชกาลที่ 4) โดยเข้ามาเป็นแรงงานเหมืองทอง และต่อมาในการสร้างทางรถไฟสายข้ามทวีป (Transcontinental Railroad/ Pacific Railroad)

เพิ่งได้ไปเจอเมืองเล็กๆ ชื่อ ไอเอิลตั้น (Isleton) แถบในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำซาคราเมนโต้ (The Delta) ไม่ไกลจากซานฟรานซิสโก เป็นที่ที่ชาวจีนเคยอาศัยกันมาก เห็นว่าไฟไหม้หลายหน จนในที่สุดสร้างบ้านกันด้วยสังกะสี แล้วก็บังเอิญได้เห็นอาคารที่เตะตามากอาคารนี้ ที่ค้นพบว่าเป็นที่ตั้งของสมาคมอั้งยี่แก๊งบิงกงตง (Bing Kong Tong) ซึ่งเป็นแก๊งที่มีอิทธิพลมากในไชน่าทาวน์ซานฟรานซิสโกช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั่วแคลิฟอร์เนีย

Bing Kong Tong Building, Isleton, California

อั้งยี่ในเมืองไทย

ในจดหมายเหตุของไทยใช้คำเรียกอั้งยี่ต่างกันตามสมัยแต่ความไม่ตรงกับที่จริงทั้งนั้น จึงจะแทรกคำอธิบายเรียกต่างๆลงตรงนี้ก่อน ชื่อของสมาคมที่ตั้งในเมืองจีนแต่เดิมเรียกว่า “เทียนตี้หวย” แปลว่า “ฟ้า ดิน มนุษย์” หรือเรียกโดยย่ออีกอย่างหนึ่งตามภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า “ซาฮะ” แปลว่า องค์สาม เป็นนามของอั้งยี่ทุกพวก ครั้นอั้งยี่แยกกันเป็นหลายกงสี จึงมีชื่อกงสีเรียกต่างกัน เช่น งี่หิน ปูนเถ้าก๋ง งี่ฮก ตั้งกงสี ชิวลิกือ เป็นต้น คำว่าอั้งยี่ แปลว่า “หนังสือแดง” ก็เป็นแต่ชื่อกงสีอันหนึ่งเท่านั้น

ยังมีชื่อเรียกสำหรับตัวนายอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่เป็นหัวหน้าอั้งยี่ในถิ่นอันหนึ่งรวมกันทุกกงสี เรียกตามภาษาฮกเกี้ยนว่า “ตั้วกอ” ตามภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า “ตั้วเฮีย” แปลว่าพี่ใหญ่ ผู้เป็นหัวหน้ากงสีเรียกว่า “ยี่กอ” หรือ “ยี่เฮีย” แปลว่าพี่ที่สอง ตัวนายรองลงมาเรียกว่า “ซากอ” หรือ “ซาเฮีย” แปลว่าพี่ที่สาม ในจดหมายเหตุของไทยเดิมเรียกพวกที่เข้าสมาคมเทียนตี้หวยทั้งหมดว่า “ตั้วเฮีย” มาจนรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนคำว่า “ตั้วเฮีย” เรียก “อั้งยี่” ในที่นี้ขอเรียกอั้งยี่มาแต่ต้นเพื่อให้สะดวกแก่ท่านผู้อ่าน

อั้งยี่แรกขึ้นมีในเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ ๓ มูลเหตุที่จะเกิดอั้งยี่นั้น เนื่องมาแต่อังกฤษเอาฝิ่นอินเดียเข้าไปขายในเมืองจีนมากขึ้น พวกจีนตามเมืองชายทะเลพากันสูบฝิ่นติดแพร่หลาย จีนเข้ามาหากินในเมืองไทย ที่เป็นคนสูบฝิ่นก็เอาฝิ่นเข้ามาสูบกันแพร่หลายกว่าแต่ก่อน เลยเป็นปัจจัยให้มีไทยสูบฝิ่นมากขึ้น แม้จนผู้ดีที่เป็นเจ้าและขุนนางพากันสูบฝิ่นติดก็มี ก็ในเมืองไทยมากฎหมายห้ามมาแต่ก่อนแล้วมิให้ใครสูบฝิ่ หรือซื้อฝิ่นขายฝิ่น เมื่อปรากฏว่ามีคนสูบฝิ่นขึ้นแพร่หลายเช่นนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงดำรัสสั่งให้ตรวจจับฝิ่นตามกฎหมายอย่างกวดขัน แต่พวกจีนและไทยที่สูบฝิ่นมีมากก็จำต้องลอบหาซื้อฝิ่นสูบ เป็นเหตุให้คนลอบขายฝิ่นขึ้นราคาขายได้กำไรงาม จึงมีพวกค้าฝิ่นด้วยตั้งอั้งยี่วางสมัครพรรคพวกไว้ตามหัวเมืองชายทะเลที่ไม่มีการตรวจตรา คอยรับฝิ่นจากเรือที่มาจากเมืองจีนแล้วเอาปลอมปนกับสินค้าอื่นส่งเข้ามายังกงสีใหญ่ ซึ่งตั้งขึ้นตามที่ลี้ลับในหัวเมืองใกล้ๆกรุงเทพฯ ลอบขายฝิ่นเป็นรายย่อยเข้ามายังพระนคร ข้าหลวงสืบรู้ก็ออกไปจับ ถ้าซ่องไหนมีพรรคพวกมากก็ต่อสู้จนถึงเกิดเหตุรบพุ่งกันหลายครั้ง มีปรากฏในหนังสือพงศาวดารว่า
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ เกิดอั้งยี่ในแขวงจังหวัดนครชัยศรี และจังหวัดสมุทรสาคร แต่ปราบปรามได้โดยไม่ต้องรบพุ่งครั้งหนึ่ง ต่อนั้นมา ๒ ปี ถึง พ.ศ. ๒๓๘๗ พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นที่ในป่าแสมริมชายทะเล ณ ตำบลแสมดำ ในระหว่างปากน้ำบางปะกงกับแขวงจังหวัดสมุทรปราการต่อสูเจ้าพนักงานจับฝิ่น ต้องให้กรมทหารปากน้ำไปปราบ ยิงพวกอั้งยี่ตายหลายคน และจับหัวหน้าได้ อั้งยี่ก็สงบลงอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาอีก ๓ ปี ถึง พ.ศ. ๒๓๙๐พวกอั้งยี่ตั้งซ่องขายฝิ่นขึ้นอีกที่ตำบลลัดกรุด แขวงเมืองสมุทรสาคร ครั้งนี้พวกอั้งยี่มีพรรคพวกมากว่าแต่ก่อน พระยาพลเทพ(ปาน)ซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานจับฝิ่น ออกไปจับเองถูกพวกอั้งยี่ยิงตาย จึงโปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาพระคลังคุมกำลังไปปราบ ฆ่าพวกอั้งยี่ตายประมาณ ๔๐๐ คน และจับหัวหน้าได้จึงสงบ

ปราบพวกอั้งยี่ที่ลัดกรุดได้ไม่ถึงเดือน พอเดือน ๕ พ.ศ. ๒๓๙๑ พวกอั้งยี่ก็กำเริบขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทรา คราวนี้ถึงเป็นกบฏ ฆ่าพระยาวิเศษลือชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาย แล้วพวกอั้งยี่เข้ายึดป้อมเมืองฉะเชิงเทราไว้เป็นที่มั่น โปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ยกพลจากเมืองสมุทรสาครไปปราบ พวกอั้งยี่ที่เมืองฉะเชิงเทราต่อสู่พ่ายแพ้ พวกจีนถูกฆ่าตายกว่า ๓,๐๐๐ คน อั้งยี่เมืองฉะเชิงเทราจึงสงบ ต่อมาอีก ๒ ปีก็สิ้นรัชกาลที่ ๓

ที่มา: atcloud.com

กบฏอั้งยี่ในภูเก็ต และ หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง

จากการที่เมืองภูเก็ตมีชาวจีนมาอยู่อาศัยมาก ทำให้มีสมาคมลับหรือ “อั้งยี่” เกิดขึ้น โดยแบ่งเป็น สองพวกใหญ่ คือ กลุ่มปุนเถ้าก๋ง มีอิทธิพลอยู่ในบ้านกะทู้ ซึ่งเป็นแหล่งทำเหมือง ที่มีชาวจีนอยู่มาก และอีกพวกหนึ่งคือ กลุ่มเกี้ยนเต็ก มีเขตอิทธิพลอยู่ในตัวตลาดเมืองภูเก็ต ซึ่งอั้งยี่ทั้งสองกลุ่ม เป็นศัตรูคู่อริที่มักก่อเหตุวุ่นวายอยู่เนืองๆ โดยก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง ครั้งใหญ่สามครั้งด้วยกัน คือเหตุการณ์จลาจลครั้งแรก เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2410 พวกอั้งยี่ทั้งสองกลุ่ม ได้ยกพวกฆ่าฟันกัน เพื่อแย่งชิงสายน้ำล้างแร่ จนกลายเป็นจลาจล ข้าหลวงส่วนกลาง ต้องเข้าระงับเหตุและปราบปราม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รัฐบาล ต้องเลี้ยงอั้งยี่ คือเลือกคนจีนที่มีพรรคพวกนับถือมากตั้งเป็น “หัวหน้าต้นแซ่” ควบคุมดูแลคนของตน และหากคนของตน คับข้องใจต้องการร้องทุกข์ หัวหน้าต้นแซ่ จะเป็นผู้เสนอคำร้องนั้น ให้แก่ทางการต่อไป

ต่อมาในปี พ.ศ.2419 ได้เกิดเหตุจลาจลขึ้นอีกครั้งการ โดยครั้งนี้เป็นการจลาจลครั้งใหญ่ เกิดจากอั้งยี่ปุนเถ้าก๋ง ไม่พอใจที่นายเหมือง ไม่จ่ายค่าแรง เนื่องจากภาวะราคาดีบุกตกต่ำ ประกอบกับมีความแค้นเคืองเจ้าเมืองเป็นทุนเดิม จึงได้มีการรวบรวมสมัครพรรคพวกกว่า 2,000 คน ก่อการกบฏ เข้าล้อมศาลากลาง และมีการปล้น-ฆ่าราษฎรไทย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ เกินกำลัง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองในท้องถิ่น จะควบคุมได้ ต้องขอกำลังจากส่วนกลาง มาสนับสนุน ระหว่างที่รอ กองกำลังส่วนกลาง หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง ได้เป็นที่พึ่งให้แก่ชาวบ้าน ในการต่อสู้กับ พวกอั้งยี่ โดยท่านได้มอบผ้าประเจียดสีขาวให้ชาวบ้านทุกคนโพกหัว เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ ในการต่อสู้ จนพวกอั้งยี่เรียกพวกชาวบ้านว่า “พวกหัวขาว”  จนในที่สุดชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ ก็สามารถปราบอั้งยี่ ได้สำเร็จ รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าพระราชทาน สมณศักดิ์แก่หลวงพ่อแช่ม เป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี ซึ่งท่านเป็นที่เคารพเลื่อมใส ของชาวภูเก็ตตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยหลวงพ่อแช่มไม่เพียงเป็นที่เคารพนับถือ ของคนภูเก็ตเท่านั้น ชาวมาเลเซีย และปีนัง ก็ให้ความเคารพศรัทธาท่านด้วย เมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อนใด ก็พากันมาบนบาน ให้หลวงพ่อช่วยเหลือเสมอ

เหตุวิวาทรุนแรงครั้งสุดท้ายของพวกอั้งยี่ เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2422 โดยพวกอั้งยี่เกี้ยนเต็ก หลอกพวกอั้งยี่ปุนเถ้าก๋งมากินเลี้ยง แล้วมอมเหล้าและฆ่าจุดไฟเผาทั้งเป็น นับร้อยคนในวัน 17 ค่ำเดือน 6 ตามปฏิทินจีน ซึ่งต่อมาชาวกะทู้รุ่นหลัง ได้ฝันเห็นวิญญาณเหล่านี้ พากันมาร้องขอที่อยู่อาศัย จึงได้ร่วมใจกันจัดหาที่ดินในบริเวณหมู่ 4 ตำบลกะทู้ สร้างศาลเจ้าขึ้น เพื่อเป็นที่สถิต ของดวงวิญญาณเหล่านั้น โดยทำซินจู้หรือแผ่นป้ายชื่อผู้ตายในคราวนั้น ตั้งไว้ในศาล แทนรูปเทพเจ้าต่างๆ พร้อมกับขนานนามศาลแห่งนี้ว่า “ศาลเจ้าต่องย่องสู” อันมีความหมายถึง ศาลเจ้าของผู้กล้าที่มีความซื่อตรง และซื่อสัตย์ และทุกปีในวัน17 ค่ำเดือน 6 ตามปฏิทินจีน อันตรงกับวันแห่งการสูญเสีย ชาวบ้านกะทู้ และชาวจีนในภูเก็ต จะพากันมาเซ่นไหว้ ดวงวิญญาณที่ศาลแห่งนี้

(ที่มา: phuketindex.com)

The Bing Kong Tong (Chinese: 秉公堂; pinyin: Bǐnggōng Táng) was one of the powerful Tongs in San Francisco’s Chinatown during the early 20th century. Since most, if not all, Chinatowns founded in the United States in the 19th century were founded by migrants from the province of Canton (Guangdong in mandarin Chinese, which is a spoken Chinese dialect different from that spoken by the Cantonese), many place names were transliterated from the Cantonese dialect. The word 堂, “tong” or “tong4”, here means “hall” and is not to be confused with 黨, “dong2”, which means gang or (political) party. Bing Kong Tong would be more accurately transliterated as “Bing2 Goong1 Tong4”, meaning “hall upholding justice”. Perhaps because many halls rivaled each other and had loyalists who would form gangs, it seems that the confusion has been perpetrated and perpetuated.
Known as the Bing Kong Tong Society (or Bing Kung Association in Seattle, Washington), the organization was one of the largest in California when the Hop Sing and Suey Sing Tongs allied against the Bing Kongs, instigating one of the most violent of the Tong wars in the United States. As the gang war continued, the numerous murders caught the attention of the press as the often gruesome slayings were detailed. Eventually an investigation headed by Santa Rosa, California, attorney Wallace L. Ware,[1] in cooperation with the District Attorney’s office, exposed the extent of the Bing Kongs influence throughout the Chinese American populations along the west coast and southwestern United States (as far as the conviction of four members for a Tong murder in Kingman, Arizona). Weakened by the decade long war against the rival Tongs as well as state authorities, the Bing Kongs would eventually merge as a powerful trade union, under the Association; Free Masons although it is suspected by federal and local law enforcement officials to still have remaining ties to organized crime. (source: wikipedia)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *