Confession of a Tree Hugger – คำสารภาพจากคน “ฮัก” ต้นไม้

 Being a Californian, tree hugging seems to be something of a cliché and all this while, I thought the act is only symbolic as a Green political statement, until a good friend of mine suggested that I try real hugging.  When you get down to really doing it, the experience is surprisingly healing and able to draw out a lot of emotions you don’t realize you even have bottling down there.
Apparently, tree hugging is more than a conservation movement and a lot of people are doing it out there for physiological and spiritual healing (I found quite a few websites about this).  One source claims that the act of tree hugging is scientifically proven to improve health issues as written in a book called “Blinded by Science”.  The book answers how plants and trees affect us physiologically and it turns out to be very simple. It is all to do with the fact that everything vibrates, and different vibrations affect biological behaviors. It has been proven that if you drink a glass of water that has been treated with a 10Hz vibration your blood coagulation rates will change immediately on ingesting the treated water. It is the same with trees, when touching a tree its different vibrational pattern will affect various biological behaviors within your body. So, if you have not tried tree hugging, I highly recommend it and I’m sure you will love it as much as I do.  Unfortunately, my experience was hugging to say goodbye to our 30-year-old incense cedar trees 

คนแคลิฟอร์เนีย มักจะมีภาพลักษณ์ว่าเป็นคนชอบผจญภัยในโลกกว้าง รักสายน้ำ ป่ากว้าง เสียงนกร้อง และไม่เกลียดคนจน แล้วถ้าพูดกันถึง คน“ฮัก” ต้นไม้ แล้วละก็ คนแคลิฟอร์เนียนั้นอยู่แถวหน้าเลยทีเดียว แต่ไหนแต่ไรฉันมักจะนึกแค่ว่า การกอดต้นไม้นั้นเป็นเพียงการรณรงค์เพื่อผลทางการเมืองเพื่อการอนุรักษ์ จนเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ เพื่อนรักแนะนำให้ลองกอดดูจริงๆ – สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และประทับใจมาก (แม้ว่าจะเจือด้วยความเศร้าก็ตาม ขออุบไว้ตอนสุดท้าย) – เพิ่งค้นพบว่ามีคนศึกษาเรื่องนี้อยู่มากเหมือนกัน และไม่นานมานี้ มีคนอธิบายประโยชน์ของการกอดต้นไม้ว่ามีส่วนช่วยในการเยียวยาอาการหลายอย่างทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในหนังสือเรื่อง Blinded by Science ด้วยเหตุผลที่ว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนมีคลื่นความสั่นสะเทือน เค้าว่า อย่างเวลาคนดื่มน้ำที่ได้ผ่านการสั่นสะเทือนซัก 10 เฮิร์ทซ จะทำให้มีผลกับอัตราการแข็งตัวของเลือดได้ในทันที – ในทางเดียวกัน เมื่อคนสัมผัสต้นไม้ วงจรการสั่นสะเทือนของต้นไม้ก็จะทำให้ปฏิกิริยาทางชีวภาพกับพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยเช่นกัน
 มาถึงเรื่องที่ว่าทำไมฉันถึงได้ไปกอดต้นไม้ ตั้งแต่ปีใหม่มา เพื่อนแนะนำว่า ต้นบ๊วยที่บนเฉลียงบ้านฉันนั้น เป็นต้นไม้ที่นำความแสนสุขมาให้ เพราะตอนที่เค้ามาเยี่ยมก็รู้สึกอย่างนั้น ให้ไปกอดขอบคุณเค้าสิ แล้วฝากกอดด้วย – ฉันก็เลยลองทำดู พร้อมกระซิบขอบคุณต้นไม้แสนน่ารักด้วย ก็รู้สึกอบอุ่นแบบแปลกใหม่ เป็นสิ่งที่ดีมากๆ

จนกระทั่งเมื่อวันก่อน แลนด์ลอร์ดบอกว่าเค้าต้องตัดต้นซีดาร์ต้นใหญ่ในบ้านแล้วนะ ดูแลไม่ไหว เมล็ดและใบมันร่วงเหลือเกิน แล้วก็ร่วงปีละนานๆ (ต้น Incense Cedar นี่เมล็ดร่วงตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงประมาณเดือนมีนาคม – ก็เรียกว่ากวาดเก็บกันอานไปเลย) แถมเมล็ดที่ร่วงกับใบมันไปสุมอยู่บนหลังคาทำให้หลังคาพัง

ดังนั้นหลังจากใคร่ครวญกันมานาน ด้วยความเศร้าหนักหนา จึงจำเป็นต้องขอบอกลาเค้าเสียแล้ว – เราทุกคนเศร้ามาก – ตัวเองก็เลยถือโอกาสในเช้าวันสุดท้าย ถ่ายรูปไว้ แล้วกอดและบอกลา พร้อมกับขอบคุณเค้าที่ให้ความร่มเย็น และความสุขมาหลายปี (แต่ไหนแต่ไรก็แอนตี้เรื่องการใช้คำว่า “เค้า” กับสิ่งที่ไม่ใช่คน – แต่มาวันนี้เปลี่ยนความคิดพอสมควร) – ตอนแรกก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่พอกอดแน่นๆ – ร้องไห้เลย แล้วไม่ใช่ฉันคนเดียว คุณลุงแลนด์ลอร์ดอายุ 70 ปี ก็แอบเช็ดน้ำตาอยู่ป้อยๆ ด้วย

ที่น่าทึ่งอีกอย่างนึงคือคนที่มาตัดต้นไม้เค้าก็ดีจังนะ ยืนคุยกับคุณลุงตั้งนานว่า ยูแน่ใจนะว่าตัดแน่ ให้เวลาเปลี่ยนใจ เพราะเค้าบอกว่าเจอกรณีอย่างนี้เยอะ (ดีเนอะ ฝรั่งจะตัดต้นไม้ บางทีเศร้าเท่าๆ กับหมาแมวตาย) โดยเฉพาะอย่างต้นไม้บางต้นอายุเป็นร้อยๆ ปีเงี้ยะ

แล้วเวลาเค้าตัด ด้วยความที่ต้นไม้อยู่ใกล้บ้าน เค้าต้องปีนขึ้นไปแล้วค่อยๆ ตัดแต่ละกิ่งลงมา แล้วค่อยๆ ทอนลำต้นลง

สำหรับฉัน และลุงแลนด์ลอร์ดรู้สึกว่ามันโหดร้ายน้อยกว่าการโค่นต้นทั้งต้นลงมาในพริบตาอย่างมากมาย

อย่างน้อยก็เป็นการให้ความเคารพกับชีวิตที่คงทนยืนนานและร่มเย็นอย่างที่ควรจะเป็น พอพูดมาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงตอนต้นของหนัง หนังสือ เรื่องโปรด ของนอร์แมน แมคลีน (Norman MacLean) ที่ว่า

“If our father had had his say, nobody who did not know how to catch a fish would be allowed to disgrace a fish by catching him.” – คนที่จับปลาไม่เป็นไม่ควรจะได้รับอนุญาตที่จะทำให้ปลาเสื่อมเสียเกียรติด้วยการจับมัน ในทำนองเดียวกัน คนที่ตัดต้นไม้ไม่เป็นก็ไม่ควรจะได้รับอนุญาตให้ตัดเช่นกัน เพราะ

“…all good things-trout (tree) as well as eternal salvation-come by grace and grace comes by art and art does not come easy.” – สิ่งที่มีคุณค่าทุกอย่าง รวมทั้งปลาเทร้าท์ (และต้นไม้) และการได้ขึ้นสวรรค์ (หรือพ้นทุกข์) เกิดขึ้นมาจากความสง่าและงดงาม และความสง่างดงามก็เกิดได้ด้วยศิลปะ และศิลปะก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *